Tuesday, 4 February 2020

January 2020

January, 2020



Again with the new year, isn’t it?

2019 was a mess - a beautiful one for some and an ugly one for others.
We might have tumbled, fallen, and failed to stand up. Yet, inevitably, another year arrives
On the calendar with bright explosives in the sky.

Celebrations.
People call them “celebrations”.


- What are you doing for new year holiday?

I’m in xx city with family -
- Oh, that’s nice.
- Enjoying it? 

Yep. So far so good -

- Where have you been visiting?

Temples. A lot of temples haha -

- Haha. There are a few nice ones there.

Yep -


Well perhaps this was one of those occasional conversations which happened
thanks to an excuse allowed by the celebration season.

All of us can’t say we haven’t had a few of these, right?

So there goes another year. Another ‘happy new year’ text.
Another dinner. Another drink. Another ‘thank you for a good year’.
Or maybe another ‘let’s celebrate together next year’ which never happened.

Sometimes we wish we’d rid of things from the past because it would totally
Embarrass us in the future when we grow into respectable people of the workforce.
(If we ever develop into one)

There will always be something we wish we could permanently erase. 
Some days we wish to just float into the outer space for a while.
Some words we wish we never uttered.
Some words we wish we never heard.

And why is that?

Many times did we tend to forget about the subjectivity of our opinions.
How we think. How we see. How we talk about what we think we see.

This is where we sometimes blurt out too much and wish we never said those words.
This may be when we wish heartbreaking speeches never existed.

Perhaps we’re all 
Far too impatient
Far too reckless
And far too romantic

But so what?
That’s us
That’s humanity

We’re fragile
We’re bitter
We’re angry
We’re sad
We’re hopeless

We’re humans. 


เลยเป็นที่มากับคำตอบของคำถามที่ว่า
ทำไมมนุษย์จึงงดงาม?
So beautifully broken, I’d say
อ่อนไหว แตกหัก และงดงาม

เพราะเรารัก เราจึงอ่อนไหว
เพราะเรารัก เราอ่อนไหว เราจึงแตกหัก
เพราะเรารัก เราอ่อนไหว เราแตกหัก 

ฉะนั้น เราจึงงดงาม




เพราะแบบนั้น
แม้จะผ่านปีใหม่
ไปอีกกี่ครา



มนุษย์ก็ยังคงงดงาม...



อ่อนไหว
ใจสลาย
แตกหัก
อัปลักษณ์

และงดงาม. 





Because beauty is yet to be defined. 

Saturday, 11 February 2017

Always back to gliding the shore



Always back to gliding the shore
ใต้น้ำ… ครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้


เราว่ามันแปลก


มันน่าแปลก


บางอย่างคิดว่าแปลก แต่ไม่รู้ว่าแปลกอย่างไร
ไม่รู้ว่าเพี้ยนไปตรงไหน ไม่รู้จริงๆว่าพลาดอะไรไป


แค่แปลก


ก็แค่แปลก


คิดว่าสังคมมีหลายอย่างที่แปลกหรืออีกชื่อเรียกนึงคือ irony ซึ่ง irony นั้นจะเป็น contradiction ก็ได้ เป็น orthodox ก็ได้ หรือจะเป็น ideal ก็ยังได้


ความเชื่อมีหลายแบบ
ความเชื่อมีหลายรูปแบบ
ความเชื่อมีมาหลายรูปและแบบ


จงหาความหมายของสองประโยคข้างต้น
ไม่มีการเฉลยนะไม่ต้องรอเพราะเราว่าเฉลยของสิ่งนี้มันน่าจะมีแค่คุณคนที่ตอบเท่านั้นที่เข้าใจ
เพราะบางอย่างคนอื่นไม่เข้าใจบ้างก็ได้


หลายครั้งที่คิดในใจว่าแล้วไง
หลายหนที่เผลอสบถออกไปว่า ‘ก็แล้วไงวะ’
เฮ้ยแต่บางอย่างไป ‘แล้วไง’ ใส่ไม่ได้นะ


มันมีข้อแตกต่างระหว่างปลง ปล่อยไป และไม่สนใจ
เหมือนที่มีข้อแตกต่างระหว่างคนเฉยชา คนชินชา และคนเย็นชา


ลองจินตนาการว่าคุณลืมตาในน้ำสะอาด
สวมบทแรกเข้าไป… คนเฉยชา


คุณคิดว่าคนเฉยชาจะทำอย่างไร


คุณจะลืมตาในน้ำไปเรื่อยๆหรือไม่
คุณจะกระพริบตาถี่ๆรึเปล่า
คุณจะเงยหน้าขึ้นมาทันทีไหม


คำตอบ… แน่นอน… คุณรู้อยู่แก่ใจ


สำหรับเราคนเฉยชาไม่ใช่คนเย็นชา
แต่ก็อีกล่ะ เรามีสิทธิ์อะไรไปตัดสินแทนเขานะ
ก็อีกล่ะ มนุษย์เรามีสิทธิ์อะไรมากมายที่จะไปยุ่งกับตัวตนของคนอีกคนหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะสนิทกันเพียงไหน ถึงแม้ว่าจะใกล้กันด้วยสายเลือกเพียงใด


เคยถามตัวเองหรือยังว่าคุณมีสิทธิ์อะไร


คิดว่าคำถามเหล่านี้แทบไม่เกิดขึ้นในโลกแห่งโซเชียลมีเดียซึ่งเต็มไปด้วยการสื่อสารและติดต่อกันอย่างรวดเร็ว - แต่อย่าเข้าใจผิด. เราไม่ได้โจมตีแต่อย่างใด.
แค่อยากจะชี้จุดที่เราคิดว่ามันแปร่งนิดหน่อยเท่านั้นเอง


เพราะบางครั้งเราเองก็ยังไม่รู้ว่าเรามีสิทธิ์อะไร

//

กลับมาที่ความรู้สึกแปลกๆ ในโลกแปลกๆ กับคนแปลกๆ
เราเป็นอีกหนึ่งคน (คิดไปเองว่าน่าจะไม่ได้มีแค่เรา) ที่นึกชื่นชมสัตว์
สัตว์ในที่นี้คือสิ่งที่มนุษย์เรียกว่าเดรัจฉาน


เรามักมีคำถามเสมอว่า
แล้วอะไรล่ะที่ทำให้มนุษย์ ‘ประเสริฐ’


ว่ากันด้วยความจริงคือเรายังหาคำตอบให้คำถามของตนเองไม่ได้
แน่นอนมันมีข้อพิสูจน์หลายอย่างเช่นหลักการทางวิทยาศาสตร์และปรัชญา


สัตว์ ‘เดรัจฉาน’ ไม่สามารถนึกคิดได้เท่ามนุษย์
สัตว์ ‘เดรัจฉาน’ ไม่สามารถห้ามสัญชาตญาณดิบของตนได้เสมอไป
สัตว์ ‘เดรัจฉาน’ ไม่สามารถสื่อสารโดยการใช้ภาษาหรือคำพูดอย่างเราๆ
สัตว์ ‘เดรัจฉาน’ ฯลฯ


สัตว์ ‘ประเสริฐ’ สามารถคิดวางแผนกลไกซับซ้อนได้อย่างไม่น่าเชื่อ
สัตว์ ‘ประเสริฐ’ สามารถสร้างขอบเขตของความต้องการของตนเองได้
สัตว์ ‘ประเสริฐ’ สามารถสื่อสารโดยใช้หลายภาษาหลายวิธีและสามารถผลิตเครื่องมือสื่อสารข้ามทวีปได้อีก
สัตว์ ‘ประเสริฐ’ ฯลฯ


เหมือนจะมีข้อเปรียบเทียบมากมาย
เหมือนเราจะมีข้อดีมากกว่าเขา
แต่บางครั้งเรากลับรู้สึกเหมือนสัตว์ ‘ประเสริฐ’ ก็มิได้ ‘ประเสริฐ’ อย่างที่เขาโฆษณา


หลายครั้งที่มนุษย์เอาข้อดีมาทำให้กลายเป็นข้อเสีย
หลายครั้งที่เราต้องเผชิญกับโลกที่กลับตาลปัตรและไม่น่าอยู่เอาเสียเลย
ทั้งนี้ทั้งนั้นส่วนตัวเราว่า 80% ไม่ได้เป็นเพราะภัยวิบัติทางธรรมชาติ
แต่เป็นเพราะภัยวิบัติทางความไม่ค่อยธรรมชาติของสัตว์ ‘ประเสริฐ’

เราจะไม่ยกเหตุการณ์ห้ำหั่นฆ่าแกงกันขึ้นมาแล้วขอร้องให้หยุดการกระทำแบบนั้น
บอกตามตรงมีหลายคราที่เราไม่ได้สนใจมันเลย
เหมือนอีกใจหนึ่งเราก็ไม่ได้อยากจะอยู่บนโลกแห่งนี้เสียเท่าไหร่
และเพราะมีใจเดียว มันเลยเป็นแบบนั้นไป


แต่เพราะใจเดียวที่มี อยากอยู่กับสิ่งที่เขาเรียกกันว่า ‘เดรัจฉาน’ บางส่วน
เพราะใจเดียวที่มีคิดแค่ว่า ขาดเราไปแล้วเขาจะอยู่อย่างไร

มันแปลก


เพราะสัตว์ ‘เดรัจฉาน’ มากมายได้อยู่บนโลกนี้นานกว่าเรา
ได้ครอบครองแผ่นดินบนโลกนี้มากกว่าเราหลายเท่าตัว


แปลกที่ตอนนี้เขากลับแทบไม่มีที่เหลือให้ยืน
แปลกที่ตอนนี้เป็นเขาที่ต้องการการปกป้อง
แปลกที่ตอนนี้ เป็นเรา ที่ทำให้เขาต้องการการปกป้องจากโลกที่เป็นของเขามาก่อน

แปลกไหมที่ความ ‘เดรัจฉาน’ ของเขาทำให้เราประทับใจ
แปลกไหมที่ชื่นชอบความตรงในการกระทำและความคิด
ถึงบางครั้งเขาจะเจ้าเล่ห์ แต่ในความเจ้าเล่ห์ของเขาสำหรับเรามันยังมีชิ้นส่วนของความซื่อตรง
แปลกไหมที่เราชอบการสื่อสารของเขา การสื่อสารที่สัตว์ ‘ประเสริฐ’ อย่างเราต้องค้นคว้าจึงจะเข้าใจ


และบางอย่าง
จะว่าแปลกก็แปลก
พอจะว่าไม่แปลก
ก็เออ
จริงๆอาจจะไม่แปลกล่ะมั้ง

จริงๆความไม่แปลกอาจไม่มีอยู่จริง

//

[สิ่งต่อไปนี้ถูกเขียนในเดือนกรกฎาคม 2016]


คนๆหนึ่งจะล้มได้ซักกี่ครั้งกัน


ฉันเคยลองถามตัวเอง เพราะแม้ว่าจะสะดุดกี่รอบเท้าเจ้ากรรมก็ดันไม่เคยจำ
สะดุดผิดซ้ำสอง สามสี่ห้าก็ตามมา
แม้ว่าต้นเหตุจะคนละอย่างและทางเดินจะคนละแบบ


มันก็สะดุดอยู่ดีปะวะ


รำพึงรำพันกับตัวเองกันไป
บางทีใจไม่คอยแข็งแรง (ว่าไปนั่น)


บ้างว่าน้ำตามันไหล
บ้างว่าไม่มีใครสนใจ
บ้างว่าเจ็บปวดจนถึงใจ
บ้างว่าไซร้อยากหายก็ไม่สามารถ


แล้วไงต่อ


ก็คงต้องเจ็บให้พอใช่ไหม
หรือจะต้องหาที่พักพิงอิงแอบหัวใจ
หรือจะใช้ยาวิเศษ


แล้วไงต่อ


ฉันจะหายเจ็บหรือไม่
ฉันจะใช้ชีวิตอย่างเดิมได้หรือเปล่า
ฉันจะต้องคิดให้ยืดยาว
ก่อนจะก้าวเดินอีกครั้ง


บางครั้งก็ไม่จำเป็น


เพราะชีวิตก็มีอยู่เท่านี้
เนื่องจากชีวีนั้นมีเพียงหนึ่งหน
ตัวเรานั้นมีเพียงหนึ่งคน
ทุกข์ระทมเพียงใดก็ใจเรา


ไม่ใช่ว่าให้ใช้ชีวิตแบบทิ้งขว้างนะ


แต่เพราะหนึ่งโอกาสในโลกนี้
ยังต้องมีเรื่องมากมายให้ได้พบ
ทั้งดวงตาอีกหลายคู่ยังมิสบ
จึงอย่าลบคุณค่าของตัวเอง

ถ้าจะให้เปรียบชีวิตกับอะไรสักอย่างที่จับต้องได้คงเปรียบเหมือนท้องทะเลกระมัง โลกก็เป็นน้ำเค็ม เป็นทะเลเป็นมหาสมุทรกว้างใหญ่ไพศาล


ฉันคนนึงอาจเหมือนปะการังกระมัง

/


กลับมาอ่านแล้วเออ อะไรจะปลงขนาดนั้น
ถ้าเราเหมือนปะการัง แค่น้ำค่าด่างค่ากรดเปลี่ยนแค่เล็กน้อยก็ตาย
ถ้าเราบอบบางเช่นนั้น คิดว่าไม่น่าอยู่ได้จนถึงวันนี้


บางทีมันเศร้า ใช่
บางทีก็เคล้าน้ำตา ใช่
บางทีร้าวหัวใจ ใช่
บางทีอยากหายไป ใช่



แต่ไม่มีบางทีที่คิดจะไปจริงๆ





- underwater, in the flowers, and beyond.






Wednesday, 30 December 2015

The waves will guide the way



Once something becomes all you can depend upon to stay alive, that is when you start to know how this feels.

บางครั้งการมีชีวิตอยู่ก็ไม่ใช่ทางเลือก
ไม่ใช่สิ่งที่อยากทำ และไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ
แต่บ่อยครั้งเป็นอะไรที่เลือกไม่ได้

ก็เพราะต้องอยู่ต่อไป
จึงมีชีวิตถึงทุกวันนี้
บ่อยครั้งเราคิดแบบนั้นจริงๆ


-


ว่าด้วยเรื่องของคุณค่าทางชีวิต เราจะไม่เอ่ยถึงพุทธศาสนาหรือพาดพิงไปยังจิตวิทยาหรือปรัชญาด้านบวกซึ่งถูกบรรจุอยู่ในหนังสือจำพวก how to live a happy life หลายเล่มตามท้องตลาด

ขอแบบเน้นๆ
เอาแบบเนื้อๆ

ไหนใครอยากมีชีวิตอยู่ไปจนอายุร้อยปีบ้างยกมือ
เราคนนึงที่จะไม่ยก

หลายคนตำหนิเวลาพูดถึงความตาย แม่ชอบขมวดคิ้วนิ่งหน้าตีเสียงดุก่อนจะบ่นว่ามันอัปมงคล

ทุกวันนี้ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมความตายถึงอัปมงคล

ก็ในเมื่อมันคือธรรมชาติ
เป็นกลไกและวงเวียนของกฎเกณฑ์ของโลกและชีวิตทุกชีวิตซึ่งพึ่งพาอาศัยโลกในการอยู่รอด

ก็เคยคิดนะว่าตายแล้วจะไปไหน
แต่ส่วนตัวไม่เชื่อในนรกสวรรค์เท่าไหร่นัก
เชื่อในวิทยาศาสตร์มากกว่าน่ะ

ตั้งข้อ wish list ไว้กับตัวเองแน่ๆละข้อนึงคือ
‘อยากตายก่อน 70’
ไม่นะไม่ได้ละทางโลก ไม่ใช่คนประเสริฐขนาดนั้น
กลับกัน ฉันเห็นแก่ตัวทีเดียว
อยากจะหายไปจากโลกก่อนที่โลกจะเริ่มขบวนการพรากชีวิตไปจากเรา เมื่อโรคภัยไข้เจ็บมาเยือน เธอหรือใครคงปฏิเสธไม่ได้ว่าร่างกายเหมือนไม่ใช่ของเราอีกต่อไป

แน่ล่ะ
ฉันว่ามันไม่ใช่ของเรามาตั้งแต่แรกแล้ว
ความตายแค่เป็นเหมือนการทวงของคืน

ก็แค่สลายหายไป
รู้สึกไม่มีอะไรน่ากลัว


สิ่งที่น่ากลัวเพียงอย่างเดียวเห็นจะเป็นการพะวงถึงคนรอบข้างที่จะเสียความรู้สึกเมื่อได้รับรู้ถึงการจากไปของเรา

เรียกว่ายึดติดล่ะมั้ง
แต่บางครั้งก็เรียกยึดเหนี่ยว


เคยได้ยินไหมว่าคนบางคนมีเพียงหนึ่งหรือสองสิ่งที่ทำให้เขาหรือเธอสามารถอยู่ต่อไปได้
เพราะโลกทั้งโลกมืดบอด มีเพียงแสงสว่างแค่ไม่กี่ปลายทาง หรือแย่กว่านั้น มีเพียงแสงสว่างดวงเดียวซึ่งรู้อยู่แก่ใจว่าเมื่อเวลาผ่านไปจะริบหรี่ลงเรื่อยๆ

เป็นที่มาของการยึดเหนี่ยวล่ะมั้ง
ที่ใส่ความไม่ absolute ไปในเกือบทุกประโยคที่เขียนคงเป็นเพราะไม่มีอะไรแน่นอนเลยในชีวิตของคนเรา

ปีหน้าอาจจะโชคร้าย
เดือนหน้าอาจจะตกงาน
อาทิตย์หน้าอาจจะสอบตก
พรุ่งนี้อาจจะเป็นโรคร้าย
ชั่วโมงหน้าอาจจะประสบอุบัติเหตุ
นาทีต่อไปอาจจะหมดลมหายใจ
และแม้แต่วินาทีต่อไป…
ก็อาจไม่มีอยู่จริง


ส่วนมากเราจึงบอกตัวเองว่าจะอยู่เพื่อวันนี้


ที่ใช้คำว่า ‘ส่วนมาก’ เพราะมันมี ‘ส่วนน้อย’ ในหัวที่อยากจะอยู่เพื่ออนาคต ใครๆก็อยากมีอนาคตที่ดีจริงไหม?
แต่จริงๆแล้วมันคลุมเครือไปหมดเลย
เราจึงพยายามใช้ชีวิตเหมือนอยู่ในหมอกควันหนา
เห็นภาพตรงหน้าเท่านั้นที่ชัดเจน

เราแพ้ควัน
แต่บางครั้งก็ต้องเผชิญหน้ากับมัน
บางครั้งอาจต้องเสียน้ำตา

แต่แล้วไงล่ะ
ก็ทำให้ได้รู้ว่าต่อมน้ำตายังทำงานได้ดี
ทำให้รู้ว่ามีสิ่งที่เราจะพ่ายแพ้ต่อมัน
ทำให้เข้าใจว่ามนุษย์นั้นช่างเปราะบางเหลือเกิน

เราสามารถแพ้ให้กับสิ่งที่เราสร้างขึ้นเอง
และนั่น… ไม่ผิดแน่นอน

สิ่งประดิษฐ์นั้นอิงจากมาตรฐาน
ทำให้มีโอกาสของการเป็น denial state

เพราะในความเป็นจริงแล้ว
standard ไม่สามารถ apply กับทุกคนได้
ตรงกันข้าม
ความมาตรฐานคือคนส่วนน้อย
เพราะมนุษย์มีข้อบกพร่อง มีจุดด้อย
และมีการเปลี่ยนแปลง มีวิวัฒนาการ
ใช่ มาตรฐานก็มีการแก้ไขตามยุคสมัยเช่นกัน

แต่สิ่งที่ต้องวัดและเฉลี่ยในการสร้างขึ้น
มีหรือจะสู้ชีวภาพอัตโนมัติของร่างกายได้

หรือธรรมชาติกำลังพยายามบอกบางอย่าง
บางอย่างที่มนุษย์ (ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากธรรมชาติแท้ๆ) ละเลยมาตลอด

วิวัฒนาการไม่ยึดติด

อาจจะมีการคงอยู่ของดีเอ็นเอที่ดีกว่าและใช้งานได้
แต่ถึงเยี่ยงนั้น มันเหมือนไม่มีอะไรที่จะสามารถติดอยู่ที่เดิมตลอดไป
ธรรมชาติบอกกับเราเสมอว่า โลกเปลี่ยนผัน
อากาศแปรปรวน
บางคืนก็มีลมหวน
แต่สิ่งเดียวที่ไม่ทิ้งทวนคือ
ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

คนว่ากันว่าสิ่งประดิษฐ์เดียวที่ทำให้มนุษย์สามารถหยุดเวลาได้คือกล้องถ่ายรูปและภาพถ่าย
เราไม่เชิงเห็นด้วยสักเท่าไหร่

เพราะไม่มีใครพิสูจน์ได้เลยว่าเวลาหยุดได้
จริงๆแล้วก็ไม่มีใครพิสูจน์อีกเหมือนกันว่าแท้ที่จริงนั้น
เวลา คือสิ่งใด

ถ้าเราไม่รู้ว่าเวลาคือสิ่งใด เราจะรู้ได้อย่างไรกันเล่า
ว่าเราสามารถหยุดมันได้

สิ่งเดียวที่คิดว่ากล้องถ่ายรูปสามารถหยุดได้คือความรู้สึก

เคยไหมเวลาจัดห้องนอนหรือห้องนั่งเล่น
เรามักเจอภาพถ่ายหลายอัลบั้มเก่าๆ ตามลิ้นชักและตู้ที่ไม่ได้เปิดเป็นเวลาพอควร
ซุกซ่อนอยู่ตามห้วงของความรู้สึก ถูกแอบไว้ซักที่ภายในจิตใจ

บ้างก็อยากจะลงกลอนใส่กุญแจ ปิดเอาไว้อย่างแน่นหนา
บ้างก็อยากจะเปิดทวนซ้ำๆราวกับว่าคืนวันเหล่านั้นจะย้อนมา
บ้างก็เปิดเพียงจะพบว่าสีรูปนั้นได้ซีดจางจนไม่เหลืออะไรให้จดจำอีกต่อไป

ก็เพราะตอนกดชัตเตอร์น่ะ
ใช้ความรู้สึกล้วนๆเลยไม่ใช่หรือไง

อาจจะมีความสุขล้นจนห้ามใจให้บันทึกไม่ไหว
อาจจะเป็นชัตเตอร์ที่เปื้อนไปด้วยน้ำตา

หรืออาจจะ…


อาจจะแค่รู้สึกอยากหยุดที่ความรู้สึกนี้


อาจจะแค่เพราะใจ


อาจจะแค่เพราะ


อาจจะแค่


อาจจะอยากกระพริบตาแล้วหยุดสิ่งที่เชื่อว่าคือเวลาไว้เพียงเท่านี้

มิใช่การอยากบันทึกหรือเก็บไว้
แต่เป็นการหยุด การอำลา
การกระทำอันคล้ายว่าถึง ‘เวลา’ ต้องไป

แท้ที่จริงการจากกันอาจไม่เศร้าอย่างที่คิด
น้ำทะเลจากหาดทรายทุกวี่ทุกวัน แต่ก็พลันกลับมาพบกันใหม่ในเวลากันใกล้เคียง
ทฤษฎีนี้อาจใช้ไม่ได้กับคน

เพราะบางคนเข้ามา และจากไป
ภายในครั้งหนเดียวของชีวิต
ชีวิตซึ่งมีแค่หนึ่ง
และคนๆนั้น ซึ่งมีแค่หนึ่งเช่นกัน

I believe life is nothing but a jar full of memories
nostalgic memories
present memories
future memories

plenty of memories people try to gather to seek what they seem to call
happiness

so fragile,
so versatile,
sometimes even volatile,

and yet, valuable
even more than gold, diamonds and cash
at times, even more than life


เพราะเช่นนั้น เราจึงยึดติดกับชีวิต
ชีวิตซึ่งเราหลายคนในฐานะมนุษย์โลกใช้เป็นเครื่องมือสู่ความสุข
ทั้งที่ความรู้สึกสุขนั้นอันตรายเหลือกัน
คนเราสามารถทำดีอย่างไร้ขอบเขตได้เพื่อความสุข
และสามารถร้ายได้อย่างไร้จริยธรรม
เช่นกัน เพื่อความสุข

เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
ยังไม่ละทิ้งกิเลสตัณหาพอที่จะละทิ้งความสุขของชีวิตได้
สุขมาก สุขน้อย
ทุกข์มาก ทุกข์น้อย
จะร้อนใจ หรือใจเย็น
พอมองดีๆแล้วก็ได้แต่คิดว่า
อ้าว มันโยงกับคำว่ายึดติดไปเสียหมด

เราก็ยึดติด
ยึดติดกับสิ่งที่ทำให้อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป
เพราะพอรู้สึกอยากหายไปหนึ่งครั้ง
ก็จะรู้สึกอยากหายไปอีกเรื่อยๆแบบไม่มีที่สิ้นสุด

พอมีบางสิ่งที่สามารถทำให้รู้สึกว่า
Hey, I’m starting to enjoy living!
ก็เลยคว้าเอาไว้แบบไร้การลังเล

แต่สิ่งเดียวที่ผิดและรู้อยู่แก่ใจตั้งแต่แรกว่าผิดคือ
การที่ความรู้สึกแบบนี้จะไม่คงอยู่ตลอดไป
อย่างน้อยก็ไม่ใช่กับสิ่งนี้สิ่งเดียว

แต่ ณ เวลานี้ ได้เท่านี้ก็พอใจแล้วนะ
จริงๆ
ได้เท่านี้ก็ดีแค่ไหน

ความยึดติดของใครอาจเป็นการเหนี่ยวรั้งของบางคน
ฉะนั้นจึงไม่มีใครสามารถพูดได้เลยว่าให้เลิกยึดติดเสียที
เพราะแบบนั้นมนุษย์จึงเลือกที่จะละเลยสาสน์ของธรรมชาติมาตลอด
มิใช่เพราะโง่เขลา
มิใช่เพราะไร้ศักยภาพเสียทีเดียว
แต่เป็นเพราะต่างคนก็ต่างจิตใจ
ต่างร่างกาย ต่างความรู้สึก

ที่แน่ๆคือต่างความสุข

อาจเป็นข้อความที่ฟังดูเห็นแก่ตัว
แต่อยากจะรณรงค์ให้ทุกคนคว้าในสิ่งที่ทำให้คุณมีความรู้สึกแบบว่า
มันพัง มันซ่อมไม่ไหว แต่มันโอเคนะ
ฉันโอเคที่จะอยู่แบบนี้ได้เพราะมีสิ่งนี้
ฉันที่พังไปหมดจะยังโอเคเมื่อมีสิ่งนี้

เอาใจช่วยให้สิ่งนี้สิ่งนั้นสิ่งไหนของคุณคือตัวเอง
แม้โอกาสนั้นจะริบหรี่ก็ตามที

เอาเถอะ ถึงมันจะเป็นสิ่งของหรืออะไรก็ตามแต่
ถ้ามันไม่ได้ทำร้ายใคร physically and mentally
(รวมถึงธรรมชาติด้วยนะ)
ก็คว้าเอาไว้ซะ เพราะชีวิตมีแค่หนึ่ง
หรือถ้าไม่อยากได้หนึ่งเดียวของชีวิตที่มีอยู่แล้ว
เราก็เคารพทุกการกระทำของคุณ

ในเมื่อคุณคือเจ้าของหนึ่งเดียวของชีวิตเพียงครั้งเดียวนั้น
เราจะเคารพทุกการตัดสินใจ



แต่งไปก็ก้มมองรองเท้าตัวเอง
โลโก้ด้านในได้หายไปแล้ว

(เฮ้ย โคตรไม่ยึดติดเลย)








-








นี่ไม่ใช่ตอนจบ













ไม่ใช่ลาก่อน












แต่คือการหาการเริ่มใหม่













ขอให้มีชีวิตที่ดี
ขอให้ได้เจอ ‘สิ่งนั้น’ ของคุณ












เห็นอะไรไหม… ใต้น้ำมีดอกไม้บานอยู่นะ
คุณไง.