Wednesday, 30 December 2015

The waves will guide the way



Once something becomes all you can depend upon to stay alive, that is when you start to know how this feels.

บางครั้งการมีชีวิตอยู่ก็ไม่ใช่ทางเลือก
ไม่ใช่สิ่งที่อยากทำ และไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ
แต่บ่อยครั้งเป็นอะไรที่เลือกไม่ได้

ก็เพราะต้องอยู่ต่อไป
จึงมีชีวิตถึงทุกวันนี้
บ่อยครั้งเราคิดแบบนั้นจริงๆ


-


ว่าด้วยเรื่องของคุณค่าทางชีวิต เราจะไม่เอ่ยถึงพุทธศาสนาหรือพาดพิงไปยังจิตวิทยาหรือปรัชญาด้านบวกซึ่งถูกบรรจุอยู่ในหนังสือจำพวก how to live a happy life หลายเล่มตามท้องตลาด

ขอแบบเน้นๆ
เอาแบบเนื้อๆ

ไหนใครอยากมีชีวิตอยู่ไปจนอายุร้อยปีบ้างยกมือ
เราคนนึงที่จะไม่ยก

หลายคนตำหนิเวลาพูดถึงความตาย แม่ชอบขมวดคิ้วนิ่งหน้าตีเสียงดุก่อนจะบ่นว่ามันอัปมงคล

ทุกวันนี้ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมความตายถึงอัปมงคล

ก็ในเมื่อมันคือธรรมชาติ
เป็นกลไกและวงเวียนของกฎเกณฑ์ของโลกและชีวิตทุกชีวิตซึ่งพึ่งพาอาศัยโลกในการอยู่รอด

ก็เคยคิดนะว่าตายแล้วจะไปไหน
แต่ส่วนตัวไม่เชื่อในนรกสวรรค์เท่าไหร่นัก
เชื่อในวิทยาศาสตร์มากกว่าน่ะ

ตั้งข้อ wish list ไว้กับตัวเองแน่ๆละข้อนึงคือ
‘อยากตายก่อน 70’
ไม่นะไม่ได้ละทางโลก ไม่ใช่คนประเสริฐขนาดนั้น
กลับกัน ฉันเห็นแก่ตัวทีเดียว
อยากจะหายไปจากโลกก่อนที่โลกจะเริ่มขบวนการพรากชีวิตไปจากเรา เมื่อโรคภัยไข้เจ็บมาเยือน เธอหรือใครคงปฏิเสธไม่ได้ว่าร่างกายเหมือนไม่ใช่ของเราอีกต่อไป

แน่ล่ะ
ฉันว่ามันไม่ใช่ของเรามาตั้งแต่แรกแล้ว
ความตายแค่เป็นเหมือนการทวงของคืน

ก็แค่สลายหายไป
รู้สึกไม่มีอะไรน่ากลัว


สิ่งที่น่ากลัวเพียงอย่างเดียวเห็นจะเป็นการพะวงถึงคนรอบข้างที่จะเสียความรู้สึกเมื่อได้รับรู้ถึงการจากไปของเรา

เรียกว่ายึดติดล่ะมั้ง
แต่บางครั้งก็เรียกยึดเหนี่ยว


เคยได้ยินไหมว่าคนบางคนมีเพียงหนึ่งหรือสองสิ่งที่ทำให้เขาหรือเธอสามารถอยู่ต่อไปได้
เพราะโลกทั้งโลกมืดบอด มีเพียงแสงสว่างแค่ไม่กี่ปลายทาง หรือแย่กว่านั้น มีเพียงแสงสว่างดวงเดียวซึ่งรู้อยู่แก่ใจว่าเมื่อเวลาผ่านไปจะริบหรี่ลงเรื่อยๆ

เป็นที่มาของการยึดเหนี่ยวล่ะมั้ง
ที่ใส่ความไม่ absolute ไปในเกือบทุกประโยคที่เขียนคงเป็นเพราะไม่มีอะไรแน่นอนเลยในชีวิตของคนเรา

ปีหน้าอาจจะโชคร้าย
เดือนหน้าอาจจะตกงาน
อาทิตย์หน้าอาจจะสอบตก
พรุ่งนี้อาจจะเป็นโรคร้าย
ชั่วโมงหน้าอาจจะประสบอุบัติเหตุ
นาทีต่อไปอาจจะหมดลมหายใจ
และแม้แต่วินาทีต่อไป…
ก็อาจไม่มีอยู่จริง


ส่วนมากเราจึงบอกตัวเองว่าจะอยู่เพื่อวันนี้


ที่ใช้คำว่า ‘ส่วนมาก’ เพราะมันมี ‘ส่วนน้อย’ ในหัวที่อยากจะอยู่เพื่ออนาคต ใครๆก็อยากมีอนาคตที่ดีจริงไหม?
แต่จริงๆแล้วมันคลุมเครือไปหมดเลย
เราจึงพยายามใช้ชีวิตเหมือนอยู่ในหมอกควันหนา
เห็นภาพตรงหน้าเท่านั้นที่ชัดเจน

เราแพ้ควัน
แต่บางครั้งก็ต้องเผชิญหน้ากับมัน
บางครั้งอาจต้องเสียน้ำตา

แต่แล้วไงล่ะ
ก็ทำให้ได้รู้ว่าต่อมน้ำตายังทำงานได้ดี
ทำให้รู้ว่ามีสิ่งที่เราจะพ่ายแพ้ต่อมัน
ทำให้เข้าใจว่ามนุษย์นั้นช่างเปราะบางเหลือเกิน

เราสามารถแพ้ให้กับสิ่งที่เราสร้างขึ้นเอง
และนั่น… ไม่ผิดแน่นอน

สิ่งประดิษฐ์นั้นอิงจากมาตรฐาน
ทำให้มีโอกาสของการเป็น denial state

เพราะในความเป็นจริงแล้ว
standard ไม่สามารถ apply กับทุกคนได้
ตรงกันข้าม
ความมาตรฐานคือคนส่วนน้อย
เพราะมนุษย์มีข้อบกพร่อง มีจุดด้อย
และมีการเปลี่ยนแปลง มีวิวัฒนาการ
ใช่ มาตรฐานก็มีการแก้ไขตามยุคสมัยเช่นกัน

แต่สิ่งที่ต้องวัดและเฉลี่ยในการสร้างขึ้น
มีหรือจะสู้ชีวภาพอัตโนมัติของร่างกายได้

หรือธรรมชาติกำลังพยายามบอกบางอย่าง
บางอย่างที่มนุษย์ (ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากธรรมชาติแท้ๆ) ละเลยมาตลอด

วิวัฒนาการไม่ยึดติด

อาจจะมีการคงอยู่ของดีเอ็นเอที่ดีกว่าและใช้งานได้
แต่ถึงเยี่ยงนั้น มันเหมือนไม่มีอะไรที่จะสามารถติดอยู่ที่เดิมตลอดไป
ธรรมชาติบอกกับเราเสมอว่า โลกเปลี่ยนผัน
อากาศแปรปรวน
บางคืนก็มีลมหวน
แต่สิ่งเดียวที่ไม่ทิ้งทวนคือ
ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

คนว่ากันว่าสิ่งประดิษฐ์เดียวที่ทำให้มนุษย์สามารถหยุดเวลาได้คือกล้องถ่ายรูปและภาพถ่าย
เราไม่เชิงเห็นด้วยสักเท่าไหร่

เพราะไม่มีใครพิสูจน์ได้เลยว่าเวลาหยุดได้
จริงๆแล้วก็ไม่มีใครพิสูจน์อีกเหมือนกันว่าแท้ที่จริงนั้น
เวลา คือสิ่งใด

ถ้าเราไม่รู้ว่าเวลาคือสิ่งใด เราจะรู้ได้อย่างไรกันเล่า
ว่าเราสามารถหยุดมันได้

สิ่งเดียวที่คิดว่ากล้องถ่ายรูปสามารถหยุดได้คือความรู้สึก

เคยไหมเวลาจัดห้องนอนหรือห้องนั่งเล่น
เรามักเจอภาพถ่ายหลายอัลบั้มเก่าๆ ตามลิ้นชักและตู้ที่ไม่ได้เปิดเป็นเวลาพอควร
ซุกซ่อนอยู่ตามห้วงของความรู้สึก ถูกแอบไว้ซักที่ภายในจิตใจ

บ้างก็อยากจะลงกลอนใส่กุญแจ ปิดเอาไว้อย่างแน่นหนา
บ้างก็อยากจะเปิดทวนซ้ำๆราวกับว่าคืนวันเหล่านั้นจะย้อนมา
บ้างก็เปิดเพียงจะพบว่าสีรูปนั้นได้ซีดจางจนไม่เหลืออะไรให้จดจำอีกต่อไป

ก็เพราะตอนกดชัตเตอร์น่ะ
ใช้ความรู้สึกล้วนๆเลยไม่ใช่หรือไง

อาจจะมีความสุขล้นจนห้ามใจให้บันทึกไม่ไหว
อาจจะเป็นชัตเตอร์ที่เปื้อนไปด้วยน้ำตา

หรืออาจจะ…


อาจจะแค่รู้สึกอยากหยุดที่ความรู้สึกนี้


อาจจะแค่เพราะใจ


อาจจะแค่เพราะ


อาจจะแค่


อาจจะอยากกระพริบตาแล้วหยุดสิ่งที่เชื่อว่าคือเวลาไว้เพียงเท่านี้

มิใช่การอยากบันทึกหรือเก็บไว้
แต่เป็นการหยุด การอำลา
การกระทำอันคล้ายว่าถึง ‘เวลา’ ต้องไป

แท้ที่จริงการจากกันอาจไม่เศร้าอย่างที่คิด
น้ำทะเลจากหาดทรายทุกวี่ทุกวัน แต่ก็พลันกลับมาพบกันใหม่ในเวลากันใกล้เคียง
ทฤษฎีนี้อาจใช้ไม่ได้กับคน

เพราะบางคนเข้ามา และจากไป
ภายในครั้งหนเดียวของชีวิต
ชีวิตซึ่งมีแค่หนึ่ง
และคนๆนั้น ซึ่งมีแค่หนึ่งเช่นกัน

I believe life is nothing but a jar full of memories
nostalgic memories
present memories
future memories

plenty of memories people try to gather to seek what they seem to call
happiness

so fragile,
so versatile,
sometimes even volatile,

and yet, valuable
even more than gold, diamonds and cash
at times, even more than life


เพราะเช่นนั้น เราจึงยึดติดกับชีวิต
ชีวิตซึ่งเราหลายคนในฐานะมนุษย์โลกใช้เป็นเครื่องมือสู่ความสุข
ทั้งที่ความรู้สึกสุขนั้นอันตรายเหลือกัน
คนเราสามารถทำดีอย่างไร้ขอบเขตได้เพื่อความสุข
และสามารถร้ายได้อย่างไร้จริยธรรม
เช่นกัน เพื่อความสุข

เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
ยังไม่ละทิ้งกิเลสตัณหาพอที่จะละทิ้งความสุขของชีวิตได้
สุขมาก สุขน้อย
ทุกข์มาก ทุกข์น้อย
จะร้อนใจ หรือใจเย็น
พอมองดีๆแล้วก็ได้แต่คิดว่า
อ้าว มันโยงกับคำว่ายึดติดไปเสียหมด

เราก็ยึดติด
ยึดติดกับสิ่งที่ทำให้อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป
เพราะพอรู้สึกอยากหายไปหนึ่งครั้ง
ก็จะรู้สึกอยากหายไปอีกเรื่อยๆแบบไม่มีที่สิ้นสุด

พอมีบางสิ่งที่สามารถทำให้รู้สึกว่า
Hey, I’m starting to enjoy living!
ก็เลยคว้าเอาไว้แบบไร้การลังเล

แต่สิ่งเดียวที่ผิดและรู้อยู่แก่ใจตั้งแต่แรกว่าผิดคือ
การที่ความรู้สึกแบบนี้จะไม่คงอยู่ตลอดไป
อย่างน้อยก็ไม่ใช่กับสิ่งนี้สิ่งเดียว

แต่ ณ เวลานี้ ได้เท่านี้ก็พอใจแล้วนะ
จริงๆ
ได้เท่านี้ก็ดีแค่ไหน

ความยึดติดของใครอาจเป็นการเหนี่ยวรั้งของบางคน
ฉะนั้นจึงไม่มีใครสามารถพูดได้เลยว่าให้เลิกยึดติดเสียที
เพราะแบบนั้นมนุษย์จึงเลือกที่จะละเลยสาสน์ของธรรมชาติมาตลอด
มิใช่เพราะโง่เขลา
มิใช่เพราะไร้ศักยภาพเสียทีเดียว
แต่เป็นเพราะต่างคนก็ต่างจิตใจ
ต่างร่างกาย ต่างความรู้สึก

ที่แน่ๆคือต่างความสุข

อาจเป็นข้อความที่ฟังดูเห็นแก่ตัว
แต่อยากจะรณรงค์ให้ทุกคนคว้าในสิ่งที่ทำให้คุณมีความรู้สึกแบบว่า
มันพัง มันซ่อมไม่ไหว แต่มันโอเคนะ
ฉันโอเคที่จะอยู่แบบนี้ได้เพราะมีสิ่งนี้
ฉันที่พังไปหมดจะยังโอเคเมื่อมีสิ่งนี้

เอาใจช่วยให้สิ่งนี้สิ่งนั้นสิ่งไหนของคุณคือตัวเอง
แม้โอกาสนั้นจะริบหรี่ก็ตามที

เอาเถอะ ถึงมันจะเป็นสิ่งของหรืออะไรก็ตามแต่
ถ้ามันไม่ได้ทำร้ายใคร physically and mentally
(รวมถึงธรรมชาติด้วยนะ)
ก็คว้าเอาไว้ซะ เพราะชีวิตมีแค่หนึ่ง
หรือถ้าไม่อยากได้หนึ่งเดียวของชีวิตที่มีอยู่แล้ว
เราก็เคารพทุกการกระทำของคุณ

ในเมื่อคุณคือเจ้าของหนึ่งเดียวของชีวิตเพียงครั้งเดียวนั้น
เราจะเคารพทุกการตัดสินใจ



แต่งไปก็ก้มมองรองเท้าตัวเอง
โลโก้ด้านในได้หายไปแล้ว

(เฮ้ย โคตรไม่ยึดติดเลย)








-








นี่ไม่ใช่ตอนจบ













ไม่ใช่ลาก่อน












แต่คือการหาการเริ่มใหม่













ขอให้มีชีวิตที่ดี
ขอให้ได้เจอ ‘สิ่งนั้น’ ของคุณ












เห็นอะไรไหม… ใต้น้ำมีดอกไม้บานอยู่นะ
คุณไง.