Wednesday, 30 December 2015

The waves will guide the way



Once something becomes all you can depend upon to stay alive, that is when you start to know how this feels.

บางครั้งการมีชีวิตอยู่ก็ไม่ใช่ทางเลือก
ไม่ใช่สิ่งที่อยากทำ และไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ
แต่บ่อยครั้งเป็นอะไรที่เลือกไม่ได้

ก็เพราะต้องอยู่ต่อไป
จึงมีชีวิตถึงทุกวันนี้
บ่อยครั้งเราคิดแบบนั้นจริงๆ


-


ว่าด้วยเรื่องของคุณค่าทางชีวิต เราจะไม่เอ่ยถึงพุทธศาสนาหรือพาดพิงไปยังจิตวิทยาหรือปรัชญาด้านบวกซึ่งถูกบรรจุอยู่ในหนังสือจำพวก how to live a happy life หลายเล่มตามท้องตลาด

ขอแบบเน้นๆ
เอาแบบเนื้อๆ

ไหนใครอยากมีชีวิตอยู่ไปจนอายุร้อยปีบ้างยกมือ
เราคนนึงที่จะไม่ยก

หลายคนตำหนิเวลาพูดถึงความตาย แม่ชอบขมวดคิ้วนิ่งหน้าตีเสียงดุก่อนจะบ่นว่ามันอัปมงคล

ทุกวันนี้ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมความตายถึงอัปมงคล

ก็ในเมื่อมันคือธรรมชาติ
เป็นกลไกและวงเวียนของกฎเกณฑ์ของโลกและชีวิตทุกชีวิตซึ่งพึ่งพาอาศัยโลกในการอยู่รอด

ก็เคยคิดนะว่าตายแล้วจะไปไหน
แต่ส่วนตัวไม่เชื่อในนรกสวรรค์เท่าไหร่นัก
เชื่อในวิทยาศาสตร์มากกว่าน่ะ

ตั้งข้อ wish list ไว้กับตัวเองแน่ๆละข้อนึงคือ
‘อยากตายก่อน 70’
ไม่นะไม่ได้ละทางโลก ไม่ใช่คนประเสริฐขนาดนั้น
กลับกัน ฉันเห็นแก่ตัวทีเดียว
อยากจะหายไปจากโลกก่อนที่โลกจะเริ่มขบวนการพรากชีวิตไปจากเรา เมื่อโรคภัยไข้เจ็บมาเยือน เธอหรือใครคงปฏิเสธไม่ได้ว่าร่างกายเหมือนไม่ใช่ของเราอีกต่อไป

แน่ล่ะ
ฉันว่ามันไม่ใช่ของเรามาตั้งแต่แรกแล้ว
ความตายแค่เป็นเหมือนการทวงของคืน

ก็แค่สลายหายไป
รู้สึกไม่มีอะไรน่ากลัว


สิ่งที่น่ากลัวเพียงอย่างเดียวเห็นจะเป็นการพะวงถึงคนรอบข้างที่จะเสียความรู้สึกเมื่อได้รับรู้ถึงการจากไปของเรา

เรียกว่ายึดติดล่ะมั้ง
แต่บางครั้งก็เรียกยึดเหนี่ยว


เคยได้ยินไหมว่าคนบางคนมีเพียงหนึ่งหรือสองสิ่งที่ทำให้เขาหรือเธอสามารถอยู่ต่อไปได้
เพราะโลกทั้งโลกมืดบอด มีเพียงแสงสว่างแค่ไม่กี่ปลายทาง หรือแย่กว่านั้น มีเพียงแสงสว่างดวงเดียวซึ่งรู้อยู่แก่ใจว่าเมื่อเวลาผ่านไปจะริบหรี่ลงเรื่อยๆ

เป็นที่มาของการยึดเหนี่ยวล่ะมั้ง
ที่ใส่ความไม่ absolute ไปในเกือบทุกประโยคที่เขียนคงเป็นเพราะไม่มีอะไรแน่นอนเลยในชีวิตของคนเรา

ปีหน้าอาจจะโชคร้าย
เดือนหน้าอาจจะตกงาน
อาทิตย์หน้าอาจจะสอบตก
พรุ่งนี้อาจจะเป็นโรคร้าย
ชั่วโมงหน้าอาจจะประสบอุบัติเหตุ
นาทีต่อไปอาจจะหมดลมหายใจ
และแม้แต่วินาทีต่อไป…
ก็อาจไม่มีอยู่จริง


ส่วนมากเราจึงบอกตัวเองว่าจะอยู่เพื่อวันนี้


ที่ใช้คำว่า ‘ส่วนมาก’ เพราะมันมี ‘ส่วนน้อย’ ในหัวที่อยากจะอยู่เพื่ออนาคต ใครๆก็อยากมีอนาคตที่ดีจริงไหม?
แต่จริงๆแล้วมันคลุมเครือไปหมดเลย
เราจึงพยายามใช้ชีวิตเหมือนอยู่ในหมอกควันหนา
เห็นภาพตรงหน้าเท่านั้นที่ชัดเจน

เราแพ้ควัน
แต่บางครั้งก็ต้องเผชิญหน้ากับมัน
บางครั้งอาจต้องเสียน้ำตา

แต่แล้วไงล่ะ
ก็ทำให้ได้รู้ว่าต่อมน้ำตายังทำงานได้ดี
ทำให้รู้ว่ามีสิ่งที่เราจะพ่ายแพ้ต่อมัน
ทำให้เข้าใจว่ามนุษย์นั้นช่างเปราะบางเหลือเกิน

เราสามารถแพ้ให้กับสิ่งที่เราสร้างขึ้นเอง
และนั่น… ไม่ผิดแน่นอน

สิ่งประดิษฐ์นั้นอิงจากมาตรฐาน
ทำให้มีโอกาสของการเป็น denial state

เพราะในความเป็นจริงแล้ว
standard ไม่สามารถ apply กับทุกคนได้
ตรงกันข้าม
ความมาตรฐานคือคนส่วนน้อย
เพราะมนุษย์มีข้อบกพร่อง มีจุดด้อย
และมีการเปลี่ยนแปลง มีวิวัฒนาการ
ใช่ มาตรฐานก็มีการแก้ไขตามยุคสมัยเช่นกัน

แต่สิ่งที่ต้องวัดและเฉลี่ยในการสร้างขึ้น
มีหรือจะสู้ชีวภาพอัตโนมัติของร่างกายได้

หรือธรรมชาติกำลังพยายามบอกบางอย่าง
บางอย่างที่มนุษย์ (ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากธรรมชาติแท้ๆ) ละเลยมาตลอด

วิวัฒนาการไม่ยึดติด

อาจจะมีการคงอยู่ของดีเอ็นเอที่ดีกว่าและใช้งานได้
แต่ถึงเยี่ยงนั้น มันเหมือนไม่มีอะไรที่จะสามารถติดอยู่ที่เดิมตลอดไป
ธรรมชาติบอกกับเราเสมอว่า โลกเปลี่ยนผัน
อากาศแปรปรวน
บางคืนก็มีลมหวน
แต่สิ่งเดียวที่ไม่ทิ้งทวนคือ
ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

คนว่ากันว่าสิ่งประดิษฐ์เดียวที่ทำให้มนุษย์สามารถหยุดเวลาได้คือกล้องถ่ายรูปและภาพถ่าย
เราไม่เชิงเห็นด้วยสักเท่าไหร่

เพราะไม่มีใครพิสูจน์ได้เลยว่าเวลาหยุดได้
จริงๆแล้วก็ไม่มีใครพิสูจน์อีกเหมือนกันว่าแท้ที่จริงนั้น
เวลา คือสิ่งใด

ถ้าเราไม่รู้ว่าเวลาคือสิ่งใด เราจะรู้ได้อย่างไรกันเล่า
ว่าเราสามารถหยุดมันได้

สิ่งเดียวที่คิดว่ากล้องถ่ายรูปสามารถหยุดได้คือความรู้สึก

เคยไหมเวลาจัดห้องนอนหรือห้องนั่งเล่น
เรามักเจอภาพถ่ายหลายอัลบั้มเก่าๆ ตามลิ้นชักและตู้ที่ไม่ได้เปิดเป็นเวลาพอควร
ซุกซ่อนอยู่ตามห้วงของความรู้สึก ถูกแอบไว้ซักที่ภายในจิตใจ

บ้างก็อยากจะลงกลอนใส่กุญแจ ปิดเอาไว้อย่างแน่นหนา
บ้างก็อยากจะเปิดทวนซ้ำๆราวกับว่าคืนวันเหล่านั้นจะย้อนมา
บ้างก็เปิดเพียงจะพบว่าสีรูปนั้นได้ซีดจางจนไม่เหลืออะไรให้จดจำอีกต่อไป

ก็เพราะตอนกดชัตเตอร์น่ะ
ใช้ความรู้สึกล้วนๆเลยไม่ใช่หรือไง

อาจจะมีความสุขล้นจนห้ามใจให้บันทึกไม่ไหว
อาจจะเป็นชัตเตอร์ที่เปื้อนไปด้วยน้ำตา

หรืออาจจะ…


อาจจะแค่รู้สึกอยากหยุดที่ความรู้สึกนี้


อาจจะแค่เพราะใจ


อาจจะแค่เพราะ


อาจจะแค่


อาจจะอยากกระพริบตาแล้วหยุดสิ่งที่เชื่อว่าคือเวลาไว้เพียงเท่านี้

มิใช่การอยากบันทึกหรือเก็บไว้
แต่เป็นการหยุด การอำลา
การกระทำอันคล้ายว่าถึง ‘เวลา’ ต้องไป

แท้ที่จริงการจากกันอาจไม่เศร้าอย่างที่คิด
น้ำทะเลจากหาดทรายทุกวี่ทุกวัน แต่ก็พลันกลับมาพบกันใหม่ในเวลากันใกล้เคียง
ทฤษฎีนี้อาจใช้ไม่ได้กับคน

เพราะบางคนเข้ามา และจากไป
ภายในครั้งหนเดียวของชีวิต
ชีวิตซึ่งมีแค่หนึ่ง
และคนๆนั้น ซึ่งมีแค่หนึ่งเช่นกัน

I believe life is nothing but a jar full of memories
nostalgic memories
present memories
future memories

plenty of memories people try to gather to seek what they seem to call
happiness

so fragile,
so versatile,
sometimes even volatile,

and yet, valuable
even more than gold, diamonds and cash
at times, even more than life


เพราะเช่นนั้น เราจึงยึดติดกับชีวิต
ชีวิตซึ่งเราหลายคนในฐานะมนุษย์โลกใช้เป็นเครื่องมือสู่ความสุข
ทั้งที่ความรู้สึกสุขนั้นอันตรายเหลือกัน
คนเราสามารถทำดีอย่างไร้ขอบเขตได้เพื่อความสุข
และสามารถร้ายได้อย่างไร้จริยธรรม
เช่นกัน เพื่อความสุข

เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
ยังไม่ละทิ้งกิเลสตัณหาพอที่จะละทิ้งความสุขของชีวิตได้
สุขมาก สุขน้อย
ทุกข์มาก ทุกข์น้อย
จะร้อนใจ หรือใจเย็น
พอมองดีๆแล้วก็ได้แต่คิดว่า
อ้าว มันโยงกับคำว่ายึดติดไปเสียหมด

เราก็ยึดติด
ยึดติดกับสิ่งที่ทำให้อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป
เพราะพอรู้สึกอยากหายไปหนึ่งครั้ง
ก็จะรู้สึกอยากหายไปอีกเรื่อยๆแบบไม่มีที่สิ้นสุด

พอมีบางสิ่งที่สามารถทำให้รู้สึกว่า
Hey, I’m starting to enjoy living!
ก็เลยคว้าเอาไว้แบบไร้การลังเล

แต่สิ่งเดียวที่ผิดและรู้อยู่แก่ใจตั้งแต่แรกว่าผิดคือ
การที่ความรู้สึกแบบนี้จะไม่คงอยู่ตลอดไป
อย่างน้อยก็ไม่ใช่กับสิ่งนี้สิ่งเดียว

แต่ ณ เวลานี้ ได้เท่านี้ก็พอใจแล้วนะ
จริงๆ
ได้เท่านี้ก็ดีแค่ไหน

ความยึดติดของใครอาจเป็นการเหนี่ยวรั้งของบางคน
ฉะนั้นจึงไม่มีใครสามารถพูดได้เลยว่าให้เลิกยึดติดเสียที
เพราะแบบนั้นมนุษย์จึงเลือกที่จะละเลยสาสน์ของธรรมชาติมาตลอด
มิใช่เพราะโง่เขลา
มิใช่เพราะไร้ศักยภาพเสียทีเดียว
แต่เป็นเพราะต่างคนก็ต่างจิตใจ
ต่างร่างกาย ต่างความรู้สึก

ที่แน่ๆคือต่างความสุข

อาจเป็นข้อความที่ฟังดูเห็นแก่ตัว
แต่อยากจะรณรงค์ให้ทุกคนคว้าในสิ่งที่ทำให้คุณมีความรู้สึกแบบว่า
มันพัง มันซ่อมไม่ไหว แต่มันโอเคนะ
ฉันโอเคที่จะอยู่แบบนี้ได้เพราะมีสิ่งนี้
ฉันที่พังไปหมดจะยังโอเคเมื่อมีสิ่งนี้

เอาใจช่วยให้สิ่งนี้สิ่งนั้นสิ่งไหนของคุณคือตัวเอง
แม้โอกาสนั้นจะริบหรี่ก็ตามที

เอาเถอะ ถึงมันจะเป็นสิ่งของหรืออะไรก็ตามแต่
ถ้ามันไม่ได้ทำร้ายใคร physically and mentally
(รวมถึงธรรมชาติด้วยนะ)
ก็คว้าเอาไว้ซะ เพราะชีวิตมีแค่หนึ่ง
หรือถ้าไม่อยากได้หนึ่งเดียวของชีวิตที่มีอยู่แล้ว
เราก็เคารพทุกการกระทำของคุณ

ในเมื่อคุณคือเจ้าของหนึ่งเดียวของชีวิตเพียงครั้งเดียวนั้น
เราจะเคารพทุกการตัดสินใจ



แต่งไปก็ก้มมองรองเท้าตัวเอง
โลโก้ด้านในได้หายไปแล้ว

(เฮ้ย โคตรไม่ยึดติดเลย)








-








นี่ไม่ใช่ตอนจบ













ไม่ใช่ลาก่อน












แต่คือการหาการเริ่มใหม่













ขอให้มีชีวิตที่ดี
ขอให้ได้เจอ ‘สิ่งนั้น’ ของคุณ












เห็นอะไรไหม… ใต้น้ำมีดอกไม้บานอยู่นะ
คุณไง.









Monday, 30 November 2015

Open your eyes

Can your eyes open underwater?

เคยไหม แข่งกับเพื่อนลืมตาในน้ำ
เคยไหม แข่งกันกลั้นหายใจ
เคยไหม

เราเคย

พูดเรื่องวัยเด็กบ่อยมากเหมือนคนแก่เกษียณอายุแล้วยังไงยังงั้น เพราะแค่เวลามองกลับไปมันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่คิดว่า 'ดีจัง จะเอามาเปรียบกับชีวิตปัจจุบันเป็นบทเรียน'

สมัยประถมเราอยู่ชมรมว่ายน้ำของโรงเรียน คือจริงๆก็ไม่ได้ว่ายเร็วอะไรขนาดนั้น ได้เหรียญอย่างมากก็ทองแดง แต่สนุกนะ เหมือนได้ลองอะไรเยอะแยะ

หลังชมรมทุกวันอังคารและพฤหัสเรากับเพื่อนก็อ้อยอิ่งเล่นกันในสระตามประสาเด็กวัยซน มีอยู่ครั้งนึงจำได้ว่าแข่งกันลืมตาในน้ำ คืออยากรู้ว่าคนไหนจะทำได้อะไรแบบนั้น อีกครั้งคือแข่งกันกลั้นหายใจ

แต่ก่อนมันรู้สึกสนุกมาก อาจเพราะอยู่กับเพื่อนแหละมั้ง อยู่กับคนที่ใช่อะไรๆก็สนุก เป็นความสุขประปราย

ตอนนี้ย้อนกลับมาคิดก็กลายเป็นเรื่องตลก


อ้าวเฮ้ย
ทำไมแต่ก่อนต้องแข่งกันทรมาน
เขาว่ากันว่าคนเราจะไม่ค่อย appreciate ความสุขถ้าไม่ทุกข์มาก่อน 

มนุษย์น่ะชอบ take things for granted
อะไรก็แล้วแต่ ถ้าไม่หาย บางทีก็ไม่หา

พอพูดเรื่องหาๆหายๆก็วนกลับมานึกถึงตัวตนและความรักอีกแล้ว ไม่ค่อยแน่ใจว่ามันผูกกันยังไง

งั้นขอเล่าเรื่องราวของท้องฟ้าแล้วกัน

ดวงอาทิตย์แอบชอบดวงดาว
เขาว่าเธอนั้นน่ารัก
ดวงจันทร์ก็แอบชอบดวงดาวเช่นกัน
เพราะดวงดาวเรืองแสงได้ด้วยตัวเอง

ปัญหากลับกลายมาอยู่ที่ดวงดาวจะเลือกใคร
หรือไม่เลือกเลยได้หรือไม่

ถ้าหากดวงดาวเลือกดวงอาทิตย์ 
เธออาจจะโดนแสงจ้านั้นบดบัง 
เธอหาตนเองเจอไหม

ถ้าหากเลือกดวงจันทร์
ดวงดาวจะเห็นแสงนวลนั้น 
หรือเห็นดวงจันทร์เป็นวัตถุขรุขระไร้ความสว่างไสว

เธอจึงเดินออกมา
เลือกจะเผาไหม้ตัวเองช้าๆแต่มั่นคง

สุดท้ายเธอก็หายไป
หายไปพร้อมคำตอบว่า
‘ฉันไม่เลือกใครเลย’


ครั้งหนึ่งในชีวิตของหลายคนคงมีคนที่เขาผ่านมาและได้ผ่านไปอย่างเรื่อยเรื่อย ที่ใช้คำว่าเรื่อยเรื่อยเพราะเขาไม่ได้ไม่มีความหมาย แต่เขาก็ไม่ได้สร้างผลกระทบอันใหญ่หลวงให้กับชีวิต

เป็นคนที่อาจจะนึกถึงบ้างบางครั้ง
คนที่อาจจะคิดถึงเมื่อเปิดหนังซักเรื่องดู
คนที่นึกถึงเมื่อเปิดรูปเก่าๆ
คนที่คิดถึงเมื่อเปิดประตูความทรงจำ

คนที่มีความทรงจำด้วยกันและความทรงจำนั้นยังคงซ้อนทับอยู่จนถึงทุกวันนี้
มีบางครั้งที่เธออ่านหนังสือแล้วคิดว่า ‘อ่า ตอนนั้นก็เป็นแบบนี้เลย’
บ่อยครั้งที่ฟังเพลงแล้วอุทานในใจ ‘เพลงนี้เคยฟังด้วยกันนี่นา’
และมากครั้งไปที่เห็นฉากในหนังแล้วคิดถึง ‘เฮ้ย เราเคยขี่หลังแบบนั้นนะ’

และมันได้ผ่านไปแล้ว


การที่ในช่วงเวลานั้นเธอไม่เลือกใครเลยทำให้บ่อยครั้ง บ่อยครั้งมากเธอไม่ค่อยจะเหลือใคร คนที่จะจดจำเธอเป็นคนแรกอาจหาได้ยาก

เธอจึงต้องจดจำตัวเอง

นั่นอาจเป็นข้อบกพร่องแรกล่ะมั้ง เพราะการจดจำตัวเองแปลว่าเธอเท่านั้นที่สามารถมอบอ้อมกอดให้ตัวเองได้ เธอคนเดียวเท่านั้นที่สามารถเยียวยาตัวเองได้

แต่บ่อยครั้งที่เธอทำไม่ได้
และตัวเธอก็พังลงต่อหน้าทุกสิ่ง

ไม่ใช่โลกที่พังทลาย
ไม่ใช่คนรอบตัวที่จากหาย
หากแต่เป็นตัวเธอเองที่ล้มลง


ทำไมหรือ
เพราะการจดจำตัวเอง
มันดันไปซ้อนทับ
กับความทรงจำที่ว่า
เธอเคยมีเขาอยู่ตรงนี้
มีเขาและคนอื่นๆ

ซึ่งปัจจุบันเป็นได้แค่คำว่าเคย. 

ความทรงจำนั้นอันตราย มันหลอกหลอน
อดีตทำให้ปัจจุบันและอนาคตสั่นคลอนบ่อยครั้ง

เพราะบางคราอดีตเหมือนจะเป็นอะไรที่ติดทนนานและรู้สึกปัจจุบันมากกว่าปัจจุบันเสียอีก

มากไปที่อดีตทำให้เสียน้ำตา
หลายคราที่ทำให้ยิ้มและนึกสมเพชตัวเอง
แต่ลองมองอีกซักครั้ง คราวนี้จ้องให้นาน

เห็นนั่นไหม ความทรงจำอันสว่างไสว
แม้จะมีคราบน้ำตา ความเจ็บปวด ความโกรธเคือง 
แต่ความทรงจำนั้นยังส่องสว่างแม้มันจะเผาไหม้ช้าๆอย่างมั่นคงราวกับดวงดาวนับล้านในจักรวาล

เพราะส่วนที่สำคัญที่สุด
ที่คนเราจะจดจำได้ดีที่สุด
ที่จะจดจำได้นานที่สุด

ก็หนีไม่พ้นความสุขอยู่ดี



เราจึงถามคุณว่าคุณสามารถลืมตาในน้ำได้ไหม
หากวันนึงวันใด
น้ำที่กำลังพยายามลืมสู้นั้น
กลายเป็นน้ำตาของตัวเอง 

น้ำตาที่บอกกับคุณว่า
‘อดีตได้ผ่านไปแล้วนะหัวใจ’





Monday, 19 October 2015

Holding my breath



ลมหนาวพัดมาพร้อมกับกลิ่นดอกต้นพญาสัตบรรณ
(หรือกลิ่นดอกสัตบรรณพัดมาพร้อมลมหนาวกันนะ?)
อย่างไรก็ตาม รู้สึกฝนที่พร่ำตกได้ทำให้รู้สึกว่ามีลมเย็นพัดมาเยี่ยมเยียน


เธอเดินไปจนสุดทาง
ทางที่เธอเดิน
ก้าวเดินจนอยากถอยหลัง
แต่ทางเดินข้างหลังดันหายไป

เดินมาไกลเท่าไหร่แล้วนะ?
ไม่ใช่คำถาม แค่วลีปากเปล่า

เมื่อไหร่จะถึงที่หมายเสียที?
นี่สิคำถามที่แท้จริง



สมัยเด็กพ่อชอบขับรถขึ้นเชียงใหม่เวลาปิ๊กบ้าน
ใช่ มันใช้เวลานานทีเดียวกับการมุ่งจากกรุงเทพฯไปตัวเมืองเชียงใหม่ จำได้ว่าประมาณแปดชั่วโมง 

ออกแต่เช้า จริงๆก็ไม่ได้เช้าตรู่ขนาดนั้น เรา(โดยเฉพาะเราและพี่)ตื่นกันไม่ไหว ไปๆมาๆเลยออกแปดโมงเกือบเก้าโมงอยู่ดี แต่แม่กำชับหนักหนาให้ไม่เกินเก้าโมงเพราะไม่เช่นนั้นจะถึงค่ำไป ไม่อยากให้ปู่ย่าต้องรอนานขนาดนั้น

เหมือนเด็กทั่วไปที่พอขึ้นรถเราก็หลับ ไม่แน่ใจว่ามีสวิตช์อะไรหรือเปล่าแต่เป็นแบบนั้นจริงๆ หลับไปหลายตื่น ทุกตื่นก็เห็นสองข้างทางเป็นทุ่งหญ้าสลับกับตัวเมืองอยู่อย่างนั้น

"จะถึงยังอะแม่"

ประโยคคำถามที่แม่คงเบื่อที่สุดในชีวิต เพราะเรากับพี่สลับกันถามเกินสิบครั้งต่อหนึ่งเที่ยวการเดินทาง

จำได้ว่าเด็กๆครอบครัวชอบไปฝางช่วงปีใหม่
'อุทยานไข่ต้ม' เรากับญาติๆเรียกกันแบบนั้น
เป็นบ่อน้ำพุร้อนกลิ่นกำมะถันที่เอาไว้ต้มไข่ ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่ากินไข่เข้าไปกี่ฟอง รู้แต่กินจนเอียน ลงมากรุงเทพหยุดกินไข่ไปซักพัก

เรากางเต๊นท์บนระเบียงห้องด้วยเหตุผลของเด็กๆที่ว่าอยากลองนอนในเต๊นท์แบบในภาพยนตร์ และด้วยเหตุผลของผู้ปกครองที่ว่าไม่อยากให้ไปนอนข้างล่างกลัวอันตราย

คิดแล้วตลกดี
ถึงไม่ขำ แต่ก็รู้สึกว่าตลกดี

เคยลอยโคมจากในบ้าน 
เป็นการลอยโคมที่รู้สึกผิดที่สุด
ลมมันไม่พัดขึ้นแต่กลับพัดโคมไปบ้านข้างๆ
ไม่รู้เสียหายอะไรหรือไม่แต่ตอนนั้นรู้สึกว่า 
เฮ้ย ตกได้ไง


นั่นสิ ตกได้ยังไง


How did we fall
How did I fall


ติดนิสัยถ้าเวลาน้ำตาจะไหลแล้วต้องเงยหน้ามองท้องฟ้าให้หยดน้ำในตาไหลกลับไปในใจ

ตอนเด็กๆโคตรขี้แยแต่โตมาเหมือนคนไม่มีน้ำตา
คิดว่าอาจจะหมดโควต้าสำหรับการร้องไห้


เงยหน้ามองฟ้าหน่อยได้ไหม
เงยหน้ามองโดยที่ไม่ต้องหักห้ามใจ
เงยหน้าโดยที่น้ำตาไม่ได้ไหล
เงยหน้าราวกับใจสบายดี


ตอนนี้คือช่วงชีวิตที่อยากจะหายไปมากที่สุดที่เคยอยู่มา ฟังดูเหมือนนานนะ แต่อยู่มายี่สิบเอ็ดปีเอง พอเป็นตัวเลขแล้วไม่ได้นานเท่าไหร่เลยใช่มั้ย

ไม่รู้เพราะอะไร นี่ก็ยังหาสาเหตุไม่ได้เลย
แต่เหนื่อยไปหมด ร่างกายยังเหนื่อย
ทุกอย่างรวมทั้งจิตใต้สำนึกยอมแพ้ให้กับความรู้สึกและอารมณ์ในตอนนี้

ทำงานไม่ได้
ทำไมทำไม่ได้
ไม่รู้สิแค่ไม่อยากทำ
แต่ต้องทำนะ
ทำแล้วต้องออกมาดีด้วย
แต่ไม่อยากทำเลย

ตายได้มั้ย ตายอาจจะดีกว่านะ

ตบตีกับตัวเองในความคิดทุกวี่ทุกวัน บ่อยครั้งที่จบด้วยคำว่า ช่างมันก่อนนะ นอนเถอะ
แต่ปัญหาไม่สามารถแก้ได้ด้วยการช่างหัวมัน

ปล่อยปละละเลยไปก็เท่านั้น 
เราต้องวนกลับมาซ่อมตัวเอง 
ยิ่งเลยไปก็ยิ่งพังมากขึ้น
ยิ่งพังมากขึ้นก็ยิ่งซ่อมยาก 

มีคนบอกว่าการตายไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง
แต่สำหรับหลายๆคน (รวมถึงคุณที่อ่านอยู่และเราที่กำลังเขียนมั้ยไม่รู้เหมือนกัน) 
การจากไปดูจะสมเหตุสมผลที่สุด
เพราะรักตัวเองมากกว่าสิ่งอื่นใด การจากไปจึงจะเป็นการรักตัวเองครั้งสุดท้ายที่จะมอบให้ได้

เพราะที่ตรงนี้ไม่มีความสุขที่ตามหา

เราไม่เชื่อว่ามีคนที่ไม่แสวงหาความสุข
แค่คุณอาบน้ำอุ่นในอากาศเย็นก็เป็นการแสวงหาความสุขแล้วนะ เราคิดงั้น

ชีวิตเกิดมาเพื่อหาสิ่งที่เป็นความสุข พยายามรักษาสิ่งนั้น ถ้ามันตกหล่นกลางทางก็ต้องหาสิ่งใหม่ไม่ก็วนกลับไปหาของเก่าที่หล่น อันนี้ถ้าหาไม่เจอก็แย่หน่อย


พอมีความสุขแล้วไงต่อ
คำถามนี้จริงจัง


นั่นสิ แล้วไงต่อ 
จะแบ่งปันความสุขนี้ให้คนอื่นหรอ? ยากจัง
คนเราดูมีความสุขหลายแบบเกินไป แบ่งยากเกินไป

ถ้าพูดถึงแบ่งปันความทุกข์อาจจะง่ายกว่าไหม
อันนี้เราตอบไม่ได้ ส่วนตัวคิดว่าพอๆกัน
เราว่าที่ใดมีสุข ที่นั่นก็มีทุกข์
โลกมันมีสองด้านหรือมากกว่านั้นเสมอ
มีตรงข้าม มีด้านขนาน มีอีกเยอะแยะมากมาย

ที่มาเขียนตอนนี้ก็เป็นโลกคู่ขนานกับการทำงานนะ
แต่ขอหนีมาหน่อยก็ดี ตอนนี้เหมือนจิตจะรวน


เตือนตัวเองเสมอ :
Don't you dare forget
You have to go back to reality
To your responsibilities
To what you wish to be and who you're meant to be


ไม่กลับไม่ได้นะ
หนีมาได้แต่ต้องหาทางกลับนะ
มันมีสิ่งที่เรียกว่าความรับผิดชอบ ความรับผิดชอบจะผูกอยู่กับทุกอย่างที่เราทำนะ
รับผิดชอบตัวเองด้วย
อย่าให้ต้องมารู้สึกผิดหวังกับตัวเองซ้ำไปกว่านี้

ต้องกลับขึ้นไปบนผืนน้ำ ที่มีออกซิเจน
ต้องลืมตาให้กับสิ่งที่อยู่ด้านบน เลี่ยงไม่ได้

ถึงตอนนี้จะกลั้นหายใจหลบอยู่ใต้น้ำ
แต่พอหมดลม เราทุกคนต้องตะเกียกตะกายกลับไป
แม้มันจะฟังดูทรมานและไม่น่าพิศมัยเท่าไหร่

แต่ต้องกลับไป นั่นคือสิ่งแน่นอน



ขอเวลาอีกนิดเถอะนะ ต่อแทงค์ออกซิเจนให้อีกหน่อย
แล้วถึงเวลาของเรา เราจะกลับไป
กลับไปรับผิดชอบต่อการกระทำทุกสิ่ง

จะกลับไป แบบไม่ต้องสัญญา. 




"จะถึงยังอะแม่"

จำได้ว่าแม่หันมาบอกด้วยน้ำเสียงเรียบๆว่า

"อีกเดี๋ยวก็ถึงแล้ว"








อดทนอีกนิดนะ อีกเดี๋ยวก็ถึงแล้ว. 






-underwater, in the flowers, and beyond

Wednesday, 23 September 2015

Rippled reflection of the sky



บ่อยที่เราตั้งคำถามให้กับปัจจุบันและอนาคต ตั้งคำถามแม้กับอดีตที่ผ่านมา



'ถ้ากลับไปอดีตได้จะทำไหม'
'ถ้าย้อนไปตอนนั้นได้จะเปลี่ยนแปลงอะไร'



'วันนี้ดีแล้วหรือยัง'
'ที่เป็นอยู่พอใจไหม'



'อนาคตอยากทำอะไร'
'อยากมีอนาคตแบบไหน'
'เมื่อไหร่จะทำ'


คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเราก็ทำแบบเดียวกันในชีวิตประจำวัน การตั้งคำถามเป็นสิ่งที่ดี แต่บางครั้งบางคำถามก็ยากเกินที่ตัวเราหรือใครจะตอบ


มีหลายคนถามเราว่าทำไมจึงเรียนสถาปัตย์ฯ
จะบอกว่าผิดพลาดมาเรียนก็ว่าได้
ไม่ได้แปลว่าคณะนี้ สายวิชาชีพนี้ไม่ดีนะ 
แต่แค่คิดว่าจริงๆเราไม่ได้เหมาะจะอยู่ที่นี่


อาจไม่ได้รู้สึกถึงแรงบันดาลใจล่ะมั้ง


ถามว่าทำไมไม่หยุดเดินและเลือกทางอื่น
ก็จะตอบว่าเราลองทำแบบนั้นแล้ว
แต่ความลังเลระหว่างการเริ่มใหม่ การเดินต่อ และระยะที่เดินมาแล้วมันมีมากเหลือเกิน



ถ้าเริ่มใหม่ จะเป็นแบบนี้อีกมั้ย
ถ้ากลับไปจุดเริ่มต้น จะจบลงแบบเดิมหรือไม่



เพราะจริงๆแล้วไม่มีใครรู้แน่ชัดขนาดนั้นว่าตัวเองชอบอะไรและไม่ชอบอะไร บางอย่างที่ชอบ บางครั้งก็รู้สึกเลี่ยนเมื่อมีมันเข้ามาเยอะเกินขอบเขตที่ต้องการ

เทียบกับทางที่เดินมาแล้ว
ระยะที่เดินมาก็เกือบจะครึ่งทาง
เสียดายมั้ย ตอบว่าใช่
การเดินมาไม่เคยเสียเปล่า
อย่างน้อยก็สอนให้รู้ว่าตรงนี้ผิด ตรงนั้นถูก



อาจจะต้องเปิดใจกว่านี้
ยอมรับว่าเราพยายามอย่างหนักที่จะเปิดใจ



เพราะมีอคติ เป็นอคติที่ปิดกั้นหนักหน่วง คือมันไม่ได้แปลว่าไม่ชอบแล้วไม่ทำ ปากเราบ่นแต่มือเราก็ยังขยับ เพราะเคยเรียนรู้ว่าการเทบางอย่างทิ้งไม่ใช่ทางออกที่ดีเสมอไป

จริงๆปีที่แล้วเหมือนจะเปิดใจได้มากที่สุด อาจเป็นเพราะอาจารย์ผู้สอนพูดได้ตรงกับใจเหลือเกิน


สุดท้ายก็กลับมานั่งคิดว่า
'จบแล้วฉันจะทำอะไรดี'

แน่นอนคนที่มีกิจการทางบ้านอย่างเราคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะกลับไปสืบสานต่อ เป็นอะไรที่อัตโนมัติพอสมควร

ถามว่าเป็นปัญหามั้ย ก็ไม่ แม้ไม่ได้ชอบมันร้อยเปอร์เซนต์ แต่ก็ไม่ได้เกลียดร้อยเปอร์เซนต์เช่นกัน

เพราะไม่ใช่คนชอบคาดคะเน
ชอบวางแผน แต่ไม่ใช่วางผังอนาคต
บางครั้งมันสบายใจกว่าถ้าละเอาไว้บ้าง
ปล่อยให้ช่องคำถามและคำตอบเป็นสีขาวว่างเปล่า


เพราะนั่นไม่ผิดเสมอไป


การคิดถึงวันพรุ่งนี้ ในวันนี้เวลาห้าทุ่มห้าสิบเก้านาที
คงไม่ผิดเสมอไป. 





*




ยอมรับว่าเหนื่อย





เหนื่อยจนไม่สามารถพูดคำอื่นนอกจากเหนื่อยได้อีกต่อไป ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้ใครเข้าใจว่าเรารู้สึกเช่นไร แต่ก็นั่นแหละ ไม่รู้ว่าจะให้ใครเข้าใจไปทำไมด้วย


คิดคนเดียวในใจว่าต้องก้าวผ่านไปให้ได้
มันต้องได้ดิ
ไม่ได้ เหมือนจะไม่ใช่ทางเลือก
สุดท้ายหน้าที่ตอนนี้คือทำมันยังไงก็ได้ให้ผ่านไปได้

เหมือนต้องก้าวข้ามลิมิตของตัวเองรึเปล่า
จำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างในชีวิตอย่างมากมายขนาดนั้นหรือยัง 
เหมือนไม่แน่ใจ



ไม่รู้จริงๆว่ารู้สึกอะไรอยู่



เราชื่นชมคนที่รู้สึก แม้จะมากไป แต่เชื่อไหมว่าความรู้สึกที่รู้ว่ากำลังรู้สึกน่ะ สำหรับเราน่าอิจฉาอยู่พอตัว

บางคนอาจเคยเผชิญช่วงเวลาซึ่งเหมือนอยู่ในหลุมดำ
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร
ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกการกระทำ ทุกเหตุการณ์


มันทำอะไรกับเรานะ โลกใบนี้
จริงๆไม่ใช่โลก ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ใครที่ต้องรับโทษ
มันอาจจะธรรมดา


คิดเสมอว่า it's normal to break down


แต่ process ของการแตกสลายมันเจ็บปวด บางครั้งก็เจ็บจนลืมเจ็บ ปวดจนที่ปวดอยู่หายไป

ไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่
น่าหงุดหงิดด้วยซ้ำที่ยิ้มไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก


'ฉันแค่อยากจะเดินไปตามทางอันว่างเปล่านี้
และบังเอิญเจอเขา
เขาที่ไม่ได้ตามหา แต่ก็อยากเจอตลอดเวลา
เขาที่มีดวงตาอันว่างเปล่าพอๆกัน
เขาที่ก็รวดร้าว แต่พยายามจะซ่อมฉัน
เขาที่สบตาแล้วทำให้ฉันร้องไห้ออกมา

ฉันอยากจะเดินเข้าไปหา ซบหน้าลงตรงไหล่
มือของเราคงไม่ต้องจับกัน คงไม่จับกัน
แขนข้างนั้นที่ว่างจากการถือร่มคงไม่ยกขึ้นมากอด
การโอบกอดเหมือนไม่จำเป็น

เพราะฉันเหนื่อย เหนื่อยจะหลบฝน
ฝนตก จะเปียกก็เป็นเรื่องธรรมดา
ฝนตกในดวงตา ไหลออกมารื้นรวมกัน

ฉันอิงหน้าผากลงกับหัวไหล่ข้างนั้น
โดยไม่ได้หวังจะให้ทุกอย่างคลี่คลาย'



ขอเพียงที่พัก
ซักครั้ง บางหน


มันจะผ่านไป
แล้วมันจะผ่านพ้นไป


เขาว่าเช่นนั้น ฉันเชื่อแบบนั้น


จะดีหรือร้ายยังไง มันคงผ่านไปตามกาลเวลา
ถึงแม้ต้องใช้เวลานานแค่ไหน ต้องจากไปก่อนหรือไม่
กฎเดิมยังคงไม่เปลี่ยน ทุกอย่างจะผ่านไป

ทุกอย่างต้องผ่านไป




ความรู้สึกของเราก็เช่นกัน. 

Sunday, 20 September 2015

Streamlining



เชื่อว่าคนส่วนมากเคยดูหนังเรื่อง 'แฟนฉัน' ส่วนตัวเราชอบหนังเรื่องนี้มาก ดูเกินสามครั้งเห็นจะได้ ท่อนที่ชอบที่สุดเห็นจะเป็นคำพูดของเจี๊ยบ 


'ยังเหมือนเดิมในความทรงจำของผมตลอดมา และจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป'


แน่นอนมันอาจไม่ใช่ความจริง
แต่คิดดูอีกทีว่าจะมีซักกี่คนที่สามารถก้าวผ่านความจริงมาถึงความทรงจำของเราได้


คนบางคน
ของบางชิ้น
เหตุการณ์บางตอน
สถานที่บางแห่ง
ความรู้สึกบางอย่าง


ไม่เคยเกิดขึ้นจริง มีแค่ความรู้สึกในความทรงจำ
แต่มันมีพลังเหลือเกิน 
มีอำนาจจะตราตรึงตัวเองอยู่ในใจของเรา


อาจเป็นเพราะไม่เคยคิดเป็นแบบอื่นนอกจากแบบนี้
อาจเป็นเพราะไม่เคยคิดจะลืม
อาจเป็นเพราะไม่เคยคิดอยากจะลบออกไป
และอาจเพราะไม่เคยคิดทดแทนด้วยสิ่งอื่นใด


มันจึงอยู่แบบนั้น ในที่ตรงนั้น
ถึงจะเลือนลางแต่แน่ใจว่าจะไม่จางหาย


เพราะมีค่าต่อทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
และการที่เธอไม่ปล่อยมันไปคงมีเหตุผลบางอย่าง
ฉันเชื่อว่ามีแต่เธอที่เข้าใจ มีแต่เธอที่รู้สึกเข้าใจ


เขาอาจจะเคยเป็นแบบนั้นแค่เสี้ยววินาทีของความจริง
แต่สำหรับเธอ เขาเป็นแบบนั้นตลอดมา 
และคงเป็นแบบนั้นตลอดไป


ในชีวิตคนเราน่าจะมีคนๆนั้นคนหนึ่งในทั้งหมดนั้น
คนในภาพถ่ายที่ไม่เคยมีเก็บไว้แต่จำได้ติดตา

คนๆนั้นเปรียบเสมือนฤดูหนาวของกรุงเทพฯ


เขาผ่านมาและผ่านไป
ไม่รู้ว่าวันไหนจะกลับมาอีก
เป็นสิ่งชั่วคราวซึ่งวกวนมาแวะเวียน
เพราะฉะนั้นเธอจึงเขียน แม้ด้วยหมึกที่จาง


แด่เธอผู้ยึดติดกับอดีต
แด่คมมีดมนของกาลเวลา
แด่ความทรงจำซึ่งขยันย้อนกลับมา
แต่ทว่า ไม่เคย คิดกลับไป


แด่บางช่วงของเวลาที่ผ่านไป
แด่หัวใจที่บางครั้งยังหวนกลับ
แด่ความรู้สึก ความทรงจำ และความลับ
แด่สิ่งที่จะไม่กลับย้อนคืนมา


แต่สิ่งที่เธอนั้นอาจไม่รู้
ความเป็นอยู่ของเขาอาจไม่ผัน
แท้จริงแล้วความรู้สึกอาจเหมือนกัน


เขาคนนั้นอาจไม่เคยคิดจะลืม. 






มีอีกเรื่องที่อยากจะเขียนถึง
มันเกี่ยวกับความฝัน
และการ wonder ซึ่งยังคงวนเวียน

จากตอนแรกที่แค่ wandering ตามทางเรื่อยเปื่อย
ไม่ได้คิดว่าจะมีอะไรเข้ามา ตอนนี้กลายเป็นว่า wondering 

คือคิด
เริ่มมีคำว่า 'ถ้าหาก'
คือสงสัยมากขึ้น
ว่าถ้าสมมติ แค่สมมตินะ ว่าวันนั้นทำแบบนี้ แล้ววันนี้จะเป็นแบบไหน ถ้าพรุ่งนี้เลือกทำอย่างนั้น วันมะรืนจะต่างไปยังไง


เราฝันน้อย และน้อยครั้งที่อยากจะฝัน
(ฝันในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่อยากทำในอนาคต แต่เป็นความฝันแบบฝันตอนนอนจริงๆ)
บางฝันก็คิดว่าไม่ควรฝันถึงเลย เพราะเหมือนมีทางเลือก มีตัวเลือกเข้ามา มีบางอย่างที่กระตุ้นความคิดที่ว่า 'เฮ้ย ถ้าวันนั้นทำงี้ล่ะ'


รู้สึกยาก


จริงๆไม่ค่อยชอบที่จะมานั่ง wonder ว่า what if I... 
เพราะเชื่อในความคิดที่ว่าคนเราควรแบกรับผลลัพธ์และผลกระทบของทางที่เลือกเดินไว้ ส่วนตัวคิดว่ามันไม่ค่อยมีทางเลือกอื่นเสียเท่าไหร่

แต่ก็นะ
เป็นใคร ก็คงคิด

ถ้าวันนั้นฉันเปิดใจ
ถ้าเมื่อวานฉันตัดสินใจแบบนั้นไป
ถ้า
ถ้า
ถ้า
และถ้า


แม้กระทั่ง ถ้าวันนั้น ไม่ได้บอกรักไป. 


เรื่องของหัวใจน่ะยาก ทั้งเชิงวิทยาศาสตร์และปรัชญา
ซับซ้อนเหลือเกินว่าตกลงมีความรู้สึกมาจากไหน จากใจ หรือจากสมอง


เป็นเอามาก. 


คือในเชิงที่แบบ
เราพัง
คิดว่าพังมาก 

ปกติซ่อมเอง ซ่อมตัวเองด้วยตัวเอง
ฟังดูประหลาดแต่ทำได้ ทำบ่อย แต่ครั้งนี้เหมือนซ่อมยาก หาจุดไม่เจอละว่าตรงไหนอีกที่พัง
มีคนแนะนำให้หาใครมาช่วยซ่อม


(กลัวเขาพังระหว่างพยายามที่จะซ่อมเรา)


แต่ก็เชื่อว่าทุกอย่างไม่ลองก็คงไม่รู้
เหมือนกับที่เพื่อนคนนึงกล่าวไว้ว่า 'ถ้าไม่ลองเปิดใจ จะรู้ได้ไงว่าทำได้รึเปล่า'


นั่นสินะ



ถ้าไม่ลองเปิดใจ
จะรู้ได้อย่างไรว่ามีคนสามารถซ่อมเราได้รึเปล่า