ลมหนาวพัดมาพร้อมกับกลิ่นดอกต้นพญาสัตบรรณ
(หรือกลิ่นดอกสัตบรรณพัดมาพร้อมลมหนาวกันนะ?)
อย่างไรก็ตาม รู้สึกฝนที่พร่ำตกได้ทำให้รู้สึกว่ามีลมเย็นพัดมาเยี่ยมเยียน
เธอเดินไปจนสุดทาง
ทางที่เธอเดิน
ก้าวเดินจนอยากถอยหลัง
แต่ทางเดินข้างหลังดันหายไป
เดินมาไกลเท่าไหร่แล้วนะ?
ไม่ใช่คำถาม แค่วลีปากเปล่า
เมื่อไหร่จะถึงที่หมายเสียที?
นี่สิคำถามที่แท้จริง
สมัยเด็กพ่อชอบขับรถขึ้นเชียงใหม่เวลาปิ๊กบ้าน
ใช่ มันใช้เวลานานทีเดียวกับการมุ่งจากกรุงเทพฯไปตัวเมืองเชียงใหม่ จำได้ว่าประมาณแปดชั่วโมง
ออกแต่เช้า จริงๆก็ไม่ได้เช้าตรู่ขนาดนั้น เรา(โดยเฉพาะเราและพี่)ตื่นกันไม่ไหว ไปๆมาๆเลยออกแปดโมงเกือบเก้าโมงอยู่ดี แต่แม่กำชับหนักหนาให้ไม่เกินเก้าโมงเพราะไม่เช่นนั้นจะถึงค่ำไป ไม่อยากให้ปู่ย่าต้องรอนานขนาดนั้น
เหมือนเด็กทั่วไปที่พอขึ้นรถเราก็หลับ ไม่แน่ใจว่ามีสวิตช์อะไรหรือเปล่าแต่เป็นแบบนั้นจริงๆ หลับไปหลายตื่น ทุกตื่นก็เห็นสองข้างทางเป็นทุ่งหญ้าสลับกับตัวเมืองอยู่อย่างนั้น
"จะถึงยังอะแม่"
ประโยคคำถามที่แม่คงเบื่อที่สุดในชีวิต เพราะเรากับพี่สลับกันถามเกินสิบครั้งต่อหนึ่งเที่ยวการเดินทาง
จำได้ว่าเด็กๆครอบครัวชอบไปฝางช่วงปีใหม่
'อุทยานไข่ต้ม' เรากับญาติๆเรียกกันแบบนั้น
เป็นบ่อน้ำพุร้อนกลิ่นกำมะถันที่เอาไว้ต้มไข่ ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่ากินไข่เข้าไปกี่ฟอง รู้แต่กินจนเอียน ลงมากรุงเทพหยุดกินไข่ไปซักพัก
เรากางเต๊นท์บนระเบียงห้องด้วยเหตุผลของเด็กๆที่ว่าอยากลองนอนในเต๊นท์แบบในภาพยนตร์ และด้วยเหตุผลของผู้ปกครองที่ว่าไม่อยากให้ไปนอนข้างล่างกลัวอันตราย
คิดแล้วตลกดี
ถึงไม่ขำ แต่ก็รู้สึกว่าตลกดี
เคยลอยโคมจากในบ้าน
เป็นการลอยโคมที่รู้สึกผิดที่สุด
ลมมันไม่พัดขึ้นแต่กลับพัดโคมไปบ้านข้างๆ
ไม่รู้เสียหายอะไรหรือไม่แต่ตอนนั้นรู้สึกว่า
เฮ้ย ตกได้ไง
นั่นสิ ตกได้ยังไง
How did we fall
How did I fall
ติดนิสัยถ้าเวลาน้ำตาจะไหลแล้วต้องเงยหน้ามองท้องฟ้าให้หยดน้ำในตาไหลกลับไปในใจ
ตอนเด็กๆโคตรขี้แยแต่โตมาเหมือนคนไม่มีน้ำตา
คิดว่าอาจจะหมดโควต้าสำหรับการร้องไห้
เงยหน้ามองฟ้าหน่อยได้ไหม
เงยหน้ามองโดยที่ไม่ต้องหักห้ามใจ
เงยหน้าโดยที่น้ำตาไม่ได้ไหล
เงยหน้าราวกับใจสบายดี
ตอนนี้คือช่วงชีวิตที่อยากจะหายไปมากที่สุดที่เคยอยู่มา ฟังดูเหมือนนานนะ แต่อยู่มายี่สิบเอ็ดปีเอง พอเป็นตัวเลขแล้วไม่ได้นานเท่าไหร่เลยใช่มั้ย
ไม่รู้เพราะอะไร นี่ก็ยังหาสาเหตุไม่ได้เลย
แต่เหนื่อยไปหมด ร่างกายยังเหนื่อย
ทุกอย่างรวมทั้งจิตใต้สำนึกยอมแพ้ให้กับความรู้สึกและอารมณ์ในตอนนี้
ทำงานไม่ได้
ทำไมทำไม่ได้
ไม่รู้สิแค่ไม่อยากทำ
แต่ต้องทำนะ
ทำแล้วต้องออกมาดีด้วย
แต่ไม่อยากทำเลย
ตายได้มั้ย ตายอาจจะดีกว่านะ
ตบตีกับตัวเองในความคิดทุกวี่ทุกวัน บ่อยครั้งที่จบด้วยคำว่า ช่างมันก่อนนะ นอนเถอะ
แต่ปัญหาไม่สามารถแก้ได้ด้วยการช่างหัวมัน
ปล่อยปละละเลยไปก็เท่านั้น
เราต้องวนกลับมาซ่อมตัวเอง
ยิ่งเลยไปก็ยิ่งพังมากขึ้น
ยิ่งพังมากขึ้นก็ยิ่งซ่อมยาก
มีคนบอกว่าการตายไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง
แต่สำหรับหลายๆคน (รวมถึงคุณที่อ่านอยู่และเราที่กำลังเขียนมั้ยไม่รู้เหมือนกัน)
การจากไปดูจะสมเหตุสมผลที่สุด
เพราะรักตัวเองมากกว่าสิ่งอื่นใด การจากไปจึงจะเป็นการรักตัวเองครั้งสุดท้ายที่จะมอบให้ได้
เพราะที่ตรงนี้ไม่มีความสุขที่ตามหา
เราไม่เชื่อว่ามีคนที่ไม่แสวงหาความสุข
แค่คุณอาบน้ำอุ่นในอากาศเย็นก็เป็นการแสวงหาความสุขแล้วนะ เราคิดงั้น
ชีวิตเกิดมาเพื่อหาสิ่งที่เป็นความสุข พยายามรักษาสิ่งนั้น ถ้ามันตกหล่นกลางทางก็ต้องหาสิ่งใหม่ไม่ก็วนกลับไปหาของเก่าที่หล่น อันนี้ถ้าหาไม่เจอก็แย่หน่อย
พอมีความสุขแล้วไงต่อ
คำถามนี้จริงจัง
นั่นสิ แล้วไงต่อ
จะแบ่งปันความสุขนี้ให้คนอื่นหรอ? ยากจัง
คนเราดูมีความสุขหลายแบบเกินไป แบ่งยากเกินไป
ถ้าพูดถึงแบ่งปันความทุกข์อาจจะง่ายกว่าไหม
อันนี้เราตอบไม่ได้ ส่วนตัวคิดว่าพอๆกัน
เราว่าที่ใดมีสุข ที่นั่นก็มีทุกข์
โลกมันมีสองด้านหรือมากกว่านั้นเสมอ
มีตรงข้าม มีด้านขนาน มีอีกเยอะแยะมากมาย
ที่มาเขียนตอนนี้ก็เป็นโลกคู่ขนานกับการทำงานนะ
แต่ขอหนีมาหน่อยก็ดี ตอนนี้เหมือนจิตจะรวน
เตือนตัวเองเสมอ :
Don't you dare forget
You have to go back to reality
To your responsibilities
To what you wish to be and who you're meant to be
ไม่กลับไม่ได้นะ
หนีมาได้แต่ต้องหาทางกลับนะ
มันมีสิ่งที่เรียกว่าความรับผิดชอบ ความรับผิดชอบจะผูกอยู่กับทุกอย่างที่เราทำนะ
รับผิดชอบตัวเองด้วย
อย่าให้ต้องมารู้สึกผิดหวังกับตัวเองซ้ำไปกว่านี้
ต้องกลับขึ้นไปบนผืนน้ำ ที่มีออกซิเจน
ต้องลืมตาให้กับสิ่งที่อยู่ด้านบน เลี่ยงไม่ได้
ถึงตอนนี้จะกลั้นหายใจหลบอยู่ใต้น้ำ
แต่พอหมดลม เราทุกคนต้องตะเกียกตะกายกลับไป
แม้มันจะฟังดูทรมานและไม่น่าพิศมัยเท่าไหร่
แต่ต้องกลับไป นั่นคือสิ่งแน่นอน
ขอเวลาอีกนิดเถอะนะ ต่อแทงค์ออกซิเจนให้อีกหน่อย
แล้วถึงเวลาของเรา เราจะกลับไป
กลับไปรับผิดชอบต่อการกระทำทุกสิ่ง
จะกลับไป แบบไม่ต้องสัญญา.
"จะถึงยังอะแม่"
จำได้ว่าแม่หันมาบอกด้วยน้ำเสียงเรียบๆว่า
"อีกเดี๋ยวก็ถึงแล้ว"
อดทนอีกนิดนะ อีกเดี๋ยวก็ถึงแล้ว.
-underwater, in the flowers, and beyond

No comments:
Post a Comment