Wednesday, 23 September 2015

Rippled reflection of the sky



บ่อยที่เราตั้งคำถามให้กับปัจจุบันและอนาคต ตั้งคำถามแม้กับอดีตที่ผ่านมา



'ถ้ากลับไปอดีตได้จะทำไหม'
'ถ้าย้อนไปตอนนั้นได้จะเปลี่ยนแปลงอะไร'



'วันนี้ดีแล้วหรือยัง'
'ที่เป็นอยู่พอใจไหม'



'อนาคตอยากทำอะไร'
'อยากมีอนาคตแบบไหน'
'เมื่อไหร่จะทำ'


คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเราก็ทำแบบเดียวกันในชีวิตประจำวัน การตั้งคำถามเป็นสิ่งที่ดี แต่บางครั้งบางคำถามก็ยากเกินที่ตัวเราหรือใครจะตอบ


มีหลายคนถามเราว่าทำไมจึงเรียนสถาปัตย์ฯ
จะบอกว่าผิดพลาดมาเรียนก็ว่าได้
ไม่ได้แปลว่าคณะนี้ สายวิชาชีพนี้ไม่ดีนะ 
แต่แค่คิดว่าจริงๆเราไม่ได้เหมาะจะอยู่ที่นี่


อาจไม่ได้รู้สึกถึงแรงบันดาลใจล่ะมั้ง


ถามว่าทำไมไม่หยุดเดินและเลือกทางอื่น
ก็จะตอบว่าเราลองทำแบบนั้นแล้ว
แต่ความลังเลระหว่างการเริ่มใหม่ การเดินต่อ และระยะที่เดินมาแล้วมันมีมากเหลือเกิน



ถ้าเริ่มใหม่ จะเป็นแบบนี้อีกมั้ย
ถ้ากลับไปจุดเริ่มต้น จะจบลงแบบเดิมหรือไม่



เพราะจริงๆแล้วไม่มีใครรู้แน่ชัดขนาดนั้นว่าตัวเองชอบอะไรและไม่ชอบอะไร บางอย่างที่ชอบ บางครั้งก็รู้สึกเลี่ยนเมื่อมีมันเข้ามาเยอะเกินขอบเขตที่ต้องการ

เทียบกับทางที่เดินมาแล้ว
ระยะที่เดินมาก็เกือบจะครึ่งทาง
เสียดายมั้ย ตอบว่าใช่
การเดินมาไม่เคยเสียเปล่า
อย่างน้อยก็สอนให้รู้ว่าตรงนี้ผิด ตรงนั้นถูก



อาจจะต้องเปิดใจกว่านี้
ยอมรับว่าเราพยายามอย่างหนักที่จะเปิดใจ



เพราะมีอคติ เป็นอคติที่ปิดกั้นหนักหน่วง คือมันไม่ได้แปลว่าไม่ชอบแล้วไม่ทำ ปากเราบ่นแต่มือเราก็ยังขยับ เพราะเคยเรียนรู้ว่าการเทบางอย่างทิ้งไม่ใช่ทางออกที่ดีเสมอไป

จริงๆปีที่แล้วเหมือนจะเปิดใจได้มากที่สุด อาจเป็นเพราะอาจารย์ผู้สอนพูดได้ตรงกับใจเหลือเกิน


สุดท้ายก็กลับมานั่งคิดว่า
'จบแล้วฉันจะทำอะไรดี'

แน่นอนคนที่มีกิจการทางบ้านอย่างเราคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะกลับไปสืบสานต่อ เป็นอะไรที่อัตโนมัติพอสมควร

ถามว่าเป็นปัญหามั้ย ก็ไม่ แม้ไม่ได้ชอบมันร้อยเปอร์เซนต์ แต่ก็ไม่ได้เกลียดร้อยเปอร์เซนต์เช่นกัน

เพราะไม่ใช่คนชอบคาดคะเน
ชอบวางแผน แต่ไม่ใช่วางผังอนาคต
บางครั้งมันสบายใจกว่าถ้าละเอาไว้บ้าง
ปล่อยให้ช่องคำถามและคำตอบเป็นสีขาวว่างเปล่า


เพราะนั่นไม่ผิดเสมอไป


การคิดถึงวันพรุ่งนี้ ในวันนี้เวลาห้าทุ่มห้าสิบเก้านาที
คงไม่ผิดเสมอไป. 





*




ยอมรับว่าเหนื่อย





เหนื่อยจนไม่สามารถพูดคำอื่นนอกจากเหนื่อยได้อีกต่อไป ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้ใครเข้าใจว่าเรารู้สึกเช่นไร แต่ก็นั่นแหละ ไม่รู้ว่าจะให้ใครเข้าใจไปทำไมด้วย


คิดคนเดียวในใจว่าต้องก้าวผ่านไปให้ได้
มันต้องได้ดิ
ไม่ได้ เหมือนจะไม่ใช่ทางเลือก
สุดท้ายหน้าที่ตอนนี้คือทำมันยังไงก็ได้ให้ผ่านไปได้

เหมือนต้องก้าวข้ามลิมิตของตัวเองรึเปล่า
จำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างในชีวิตอย่างมากมายขนาดนั้นหรือยัง 
เหมือนไม่แน่ใจ



ไม่รู้จริงๆว่ารู้สึกอะไรอยู่



เราชื่นชมคนที่รู้สึก แม้จะมากไป แต่เชื่อไหมว่าความรู้สึกที่รู้ว่ากำลังรู้สึกน่ะ สำหรับเราน่าอิจฉาอยู่พอตัว

บางคนอาจเคยเผชิญช่วงเวลาซึ่งเหมือนอยู่ในหลุมดำ
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร
ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกการกระทำ ทุกเหตุการณ์


มันทำอะไรกับเรานะ โลกใบนี้
จริงๆไม่ใช่โลก ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ใครที่ต้องรับโทษ
มันอาจจะธรรมดา


คิดเสมอว่า it's normal to break down


แต่ process ของการแตกสลายมันเจ็บปวด บางครั้งก็เจ็บจนลืมเจ็บ ปวดจนที่ปวดอยู่หายไป

ไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่
น่าหงุดหงิดด้วยซ้ำที่ยิ้มไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก


'ฉันแค่อยากจะเดินไปตามทางอันว่างเปล่านี้
และบังเอิญเจอเขา
เขาที่ไม่ได้ตามหา แต่ก็อยากเจอตลอดเวลา
เขาที่มีดวงตาอันว่างเปล่าพอๆกัน
เขาที่ก็รวดร้าว แต่พยายามจะซ่อมฉัน
เขาที่สบตาแล้วทำให้ฉันร้องไห้ออกมา

ฉันอยากจะเดินเข้าไปหา ซบหน้าลงตรงไหล่
มือของเราคงไม่ต้องจับกัน คงไม่จับกัน
แขนข้างนั้นที่ว่างจากการถือร่มคงไม่ยกขึ้นมากอด
การโอบกอดเหมือนไม่จำเป็น

เพราะฉันเหนื่อย เหนื่อยจะหลบฝน
ฝนตก จะเปียกก็เป็นเรื่องธรรมดา
ฝนตกในดวงตา ไหลออกมารื้นรวมกัน

ฉันอิงหน้าผากลงกับหัวไหล่ข้างนั้น
โดยไม่ได้หวังจะให้ทุกอย่างคลี่คลาย'



ขอเพียงที่พัก
ซักครั้ง บางหน


มันจะผ่านไป
แล้วมันจะผ่านพ้นไป


เขาว่าเช่นนั้น ฉันเชื่อแบบนั้น


จะดีหรือร้ายยังไง มันคงผ่านไปตามกาลเวลา
ถึงแม้ต้องใช้เวลานานแค่ไหน ต้องจากไปก่อนหรือไม่
กฎเดิมยังคงไม่เปลี่ยน ทุกอย่างจะผ่านไป

ทุกอย่างต้องผ่านไป




ความรู้สึกของเราก็เช่นกัน. 

No comments:

Post a Comment