เชื่อว่าคนส่วนมากเคยดูหนังเรื่อง 'แฟนฉัน' ส่วนตัวเราชอบหนังเรื่องนี้มาก ดูเกินสามครั้งเห็นจะได้ ท่อนที่ชอบที่สุดเห็นจะเป็นคำพูดของเจี๊ยบ
'ยังเหมือนเดิมในความทรงจำของผมตลอดมา และจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป'
แน่นอนมันอาจไม่ใช่ความจริง
แต่คิดดูอีกทีว่าจะมีซักกี่คนที่สามารถก้าวผ่านความจริงมาถึงความทรงจำของเราได้
คนบางคน
ของบางชิ้น
เหตุการณ์บางตอน
สถานที่บางแห่ง
ความรู้สึกบางอย่าง
ไม่เคยเกิดขึ้นจริง มีแค่ความรู้สึกในความทรงจำ
แต่มันมีพลังเหลือเกิน
มีอำนาจจะตราตรึงตัวเองอยู่ในใจของเรา
อาจเป็นเพราะไม่เคยคิดเป็นแบบอื่นนอกจากแบบนี้
อาจเป็นเพราะไม่เคยคิดจะลืม
อาจเป็นเพราะไม่เคยคิดอยากจะลบออกไป
และอาจเพราะไม่เคยคิดทดแทนด้วยสิ่งอื่นใด
มันจึงอยู่แบบนั้น ในที่ตรงนั้น
ถึงจะเลือนลางแต่แน่ใจว่าจะไม่จางหาย
เพราะมีค่าต่อทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
และการที่เธอไม่ปล่อยมันไปคงมีเหตุผลบางอย่าง
ฉันเชื่อว่ามีแต่เธอที่เข้าใจ มีแต่เธอที่รู้สึกเข้าใจ
เขาอาจจะเคยเป็นแบบนั้นแค่เสี้ยววินาทีของความจริง
แต่สำหรับเธอ เขาเป็นแบบนั้นตลอดมา
และคงเป็นแบบนั้นตลอดไป
ในชีวิตคนเราน่าจะมีคนๆนั้นคนหนึ่งในทั้งหมดนั้น
คนในภาพถ่ายที่ไม่เคยมีเก็บไว้แต่จำได้ติดตา
คนๆนั้นเปรียบเสมือนฤดูหนาวของกรุงเทพฯ
เขาผ่านมาและผ่านไป
ไม่รู้ว่าวันไหนจะกลับมาอีก
เป็นสิ่งชั่วคราวซึ่งวกวนมาแวะเวียน
เพราะฉะนั้นเธอจึงเขียน แม้ด้วยหมึกที่จาง
แด่เธอผู้ยึดติดกับอดีต
แด่คมมีดมนของกาลเวลา
แด่ความทรงจำซึ่งขยันย้อนกลับมา
แต่ทว่า ไม่เคย คิดกลับไป
แด่บางช่วงของเวลาที่ผ่านไป
แด่หัวใจที่บางครั้งยังหวนกลับ
แด่ความรู้สึก ความทรงจำ และความลับ
แด่สิ่งที่จะไม่กลับย้อนคืนมา
แต่สิ่งที่เธอนั้นอาจไม่รู้
ความเป็นอยู่ของเขาอาจไม่ผัน
แท้จริงแล้วความรู้สึกอาจเหมือนกัน
เขาคนนั้นอาจไม่เคยคิดจะลืม.
มีอีกเรื่องที่อยากจะเขียนถึง
มันเกี่ยวกับความฝัน
และการ wonder ซึ่งยังคงวนเวียน
จากตอนแรกที่แค่ wandering ตามทางเรื่อยเปื่อย
ไม่ได้คิดว่าจะมีอะไรเข้ามา ตอนนี้กลายเป็นว่า wondering
คือคิด
เริ่มมีคำว่า 'ถ้าหาก'
คือสงสัยมากขึ้น
ว่าถ้าสมมติ แค่สมมตินะ ว่าวันนั้นทำแบบนี้ แล้ววันนี้จะเป็นแบบไหน ถ้าพรุ่งนี้เลือกทำอย่างนั้น วันมะรืนจะต่างไปยังไง
เราฝันน้อย และน้อยครั้งที่อยากจะฝัน
(ฝันในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่อยากทำในอนาคต แต่เป็นความฝันแบบฝันตอนนอนจริงๆ)
บางฝันก็คิดว่าไม่ควรฝันถึงเลย เพราะเหมือนมีทางเลือก มีตัวเลือกเข้ามา มีบางอย่างที่กระตุ้นความคิดที่ว่า 'เฮ้ย ถ้าวันนั้นทำงี้ล่ะ'
รู้สึกยาก
จริงๆไม่ค่อยชอบที่จะมานั่ง wonder ว่า what if I...
เพราะเชื่อในความคิดที่ว่าคนเราควรแบกรับผลลัพธ์และผลกระทบของทางที่เลือกเดินไว้ ส่วนตัวคิดว่ามันไม่ค่อยมีทางเลือกอื่นเสียเท่าไหร่
แต่ก็นะ
เป็นใคร ก็คงคิด
ถ้าวันนั้นฉันเปิดใจ
ถ้าเมื่อวานฉันตัดสินใจแบบนั้นไป
ถ้า
ถ้า
ถ้า
และถ้า
แม้กระทั่ง ถ้าวันนั้น ไม่ได้บอกรักไป.
เรื่องของหัวใจน่ะยาก ทั้งเชิงวิทยาศาสตร์และปรัชญา
ซับซ้อนเหลือเกินว่าตกลงมีความรู้สึกมาจากไหน จากใจ หรือจากสมอง
เป็นเอามาก.
คือในเชิงที่แบบ
เราพัง
คิดว่าพังมาก
ปกติซ่อมเอง ซ่อมตัวเองด้วยตัวเอง
ฟังดูประหลาดแต่ทำได้ ทำบ่อย แต่ครั้งนี้เหมือนซ่อมยาก หาจุดไม่เจอละว่าตรงไหนอีกที่พัง
มีคนแนะนำให้หาใครมาช่วยซ่อม
(กลัวเขาพังระหว่างพยายามที่จะซ่อมเรา)
แต่ก็เชื่อว่าทุกอย่างไม่ลองก็คงไม่รู้
เหมือนกับที่เพื่อนคนนึงกล่าวไว้ว่า 'ถ้าไม่ลองเปิดใจ จะรู้ได้ไงว่าทำได้รึเปล่า'
นั่นสินะ
ถ้าไม่ลองเปิดใจ
จะรู้ได้อย่างไรว่ามีคนสามารถซ่อมเราได้รึเปล่า

No comments:
Post a Comment