Wednesday, 23 September 2015

Rippled reflection of the sky



บ่อยที่เราตั้งคำถามให้กับปัจจุบันและอนาคต ตั้งคำถามแม้กับอดีตที่ผ่านมา



'ถ้ากลับไปอดีตได้จะทำไหม'
'ถ้าย้อนไปตอนนั้นได้จะเปลี่ยนแปลงอะไร'



'วันนี้ดีแล้วหรือยัง'
'ที่เป็นอยู่พอใจไหม'



'อนาคตอยากทำอะไร'
'อยากมีอนาคตแบบไหน'
'เมื่อไหร่จะทำ'


คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเราก็ทำแบบเดียวกันในชีวิตประจำวัน การตั้งคำถามเป็นสิ่งที่ดี แต่บางครั้งบางคำถามก็ยากเกินที่ตัวเราหรือใครจะตอบ


มีหลายคนถามเราว่าทำไมจึงเรียนสถาปัตย์ฯ
จะบอกว่าผิดพลาดมาเรียนก็ว่าได้
ไม่ได้แปลว่าคณะนี้ สายวิชาชีพนี้ไม่ดีนะ 
แต่แค่คิดว่าจริงๆเราไม่ได้เหมาะจะอยู่ที่นี่


อาจไม่ได้รู้สึกถึงแรงบันดาลใจล่ะมั้ง


ถามว่าทำไมไม่หยุดเดินและเลือกทางอื่น
ก็จะตอบว่าเราลองทำแบบนั้นแล้ว
แต่ความลังเลระหว่างการเริ่มใหม่ การเดินต่อ และระยะที่เดินมาแล้วมันมีมากเหลือเกิน



ถ้าเริ่มใหม่ จะเป็นแบบนี้อีกมั้ย
ถ้ากลับไปจุดเริ่มต้น จะจบลงแบบเดิมหรือไม่



เพราะจริงๆแล้วไม่มีใครรู้แน่ชัดขนาดนั้นว่าตัวเองชอบอะไรและไม่ชอบอะไร บางอย่างที่ชอบ บางครั้งก็รู้สึกเลี่ยนเมื่อมีมันเข้ามาเยอะเกินขอบเขตที่ต้องการ

เทียบกับทางที่เดินมาแล้ว
ระยะที่เดินมาก็เกือบจะครึ่งทาง
เสียดายมั้ย ตอบว่าใช่
การเดินมาไม่เคยเสียเปล่า
อย่างน้อยก็สอนให้รู้ว่าตรงนี้ผิด ตรงนั้นถูก



อาจจะต้องเปิดใจกว่านี้
ยอมรับว่าเราพยายามอย่างหนักที่จะเปิดใจ



เพราะมีอคติ เป็นอคติที่ปิดกั้นหนักหน่วง คือมันไม่ได้แปลว่าไม่ชอบแล้วไม่ทำ ปากเราบ่นแต่มือเราก็ยังขยับ เพราะเคยเรียนรู้ว่าการเทบางอย่างทิ้งไม่ใช่ทางออกที่ดีเสมอไป

จริงๆปีที่แล้วเหมือนจะเปิดใจได้มากที่สุด อาจเป็นเพราะอาจารย์ผู้สอนพูดได้ตรงกับใจเหลือเกิน


สุดท้ายก็กลับมานั่งคิดว่า
'จบแล้วฉันจะทำอะไรดี'

แน่นอนคนที่มีกิจการทางบ้านอย่างเราคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะกลับไปสืบสานต่อ เป็นอะไรที่อัตโนมัติพอสมควร

ถามว่าเป็นปัญหามั้ย ก็ไม่ แม้ไม่ได้ชอบมันร้อยเปอร์เซนต์ แต่ก็ไม่ได้เกลียดร้อยเปอร์เซนต์เช่นกัน

เพราะไม่ใช่คนชอบคาดคะเน
ชอบวางแผน แต่ไม่ใช่วางผังอนาคต
บางครั้งมันสบายใจกว่าถ้าละเอาไว้บ้าง
ปล่อยให้ช่องคำถามและคำตอบเป็นสีขาวว่างเปล่า


เพราะนั่นไม่ผิดเสมอไป


การคิดถึงวันพรุ่งนี้ ในวันนี้เวลาห้าทุ่มห้าสิบเก้านาที
คงไม่ผิดเสมอไป. 





*




ยอมรับว่าเหนื่อย





เหนื่อยจนไม่สามารถพูดคำอื่นนอกจากเหนื่อยได้อีกต่อไป ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้ใครเข้าใจว่าเรารู้สึกเช่นไร แต่ก็นั่นแหละ ไม่รู้ว่าจะให้ใครเข้าใจไปทำไมด้วย


คิดคนเดียวในใจว่าต้องก้าวผ่านไปให้ได้
มันต้องได้ดิ
ไม่ได้ เหมือนจะไม่ใช่ทางเลือก
สุดท้ายหน้าที่ตอนนี้คือทำมันยังไงก็ได้ให้ผ่านไปได้

เหมือนต้องก้าวข้ามลิมิตของตัวเองรึเปล่า
จำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างในชีวิตอย่างมากมายขนาดนั้นหรือยัง 
เหมือนไม่แน่ใจ



ไม่รู้จริงๆว่ารู้สึกอะไรอยู่



เราชื่นชมคนที่รู้สึก แม้จะมากไป แต่เชื่อไหมว่าความรู้สึกที่รู้ว่ากำลังรู้สึกน่ะ สำหรับเราน่าอิจฉาอยู่พอตัว

บางคนอาจเคยเผชิญช่วงเวลาซึ่งเหมือนอยู่ในหลุมดำ
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร
ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกการกระทำ ทุกเหตุการณ์


มันทำอะไรกับเรานะ โลกใบนี้
จริงๆไม่ใช่โลก ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ใครที่ต้องรับโทษ
มันอาจจะธรรมดา


คิดเสมอว่า it's normal to break down


แต่ process ของการแตกสลายมันเจ็บปวด บางครั้งก็เจ็บจนลืมเจ็บ ปวดจนที่ปวดอยู่หายไป

ไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่
น่าหงุดหงิดด้วยซ้ำที่ยิ้มไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก


'ฉันแค่อยากจะเดินไปตามทางอันว่างเปล่านี้
และบังเอิญเจอเขา
เขาที่ไม่ได้ตามหา แต่ก็อยากเจอตลอดเวลา
เขาที่มีดวงตาอันว่างเปล่าพอๆกัน
เขาที่ก็รวดร้าว แต่พยายามจะซ่อมฉัน
เขาที่สบตาแล้วทำให้ฉันร้องไห้ออกมา

ฉันอยากจะเดินเข้าไปหา ซบหน้าลงตรงไหล่
มือของเราคงไม่ต้องจับกัน คงไม่จับกัน
แขนข้างนั้นที่ว่างจากการถือร่มคงไม่ยกขึ้นมากอด
การโอบกอดเหมือนไม่จำเป็น

เพราะฉันเหนื่อย เหนื่อยจะหลบฝน
ฝนตก จะเปียกก็เป็นเรื่องธรรมดา
ฝนตกในดวงตา ไหลออกมารื้นรวมกัน

ฉันอิงหน้าผากลงกับหัวไหล่ข้างนั้น
โดยไม่ได้หวังจะให้ทุกอย่างคลี่คลาย'



ขอเพียงที่พัก
ซักครั้ง บางหน


มันจะผ่านไป
แล้วมันจะผ่านพ้นไป


เขาว่าเช่นนั้น ฉันเชื่อแบบนั้น


จะดีหรือร้ายยังไง มันคงผ่านไปตามกาลเวลา
ถึงแม้ต้องใช้เวลานานแค่ไหน ต้องจากไปก่อนหรือไม่
กฎเดิมยังคงไม่เปลี่ยน ทุกอย่างจะผ่านไป

ทุกอย่างต้องผ่านไป




ความรู้สึกของเราก็เช่นกัน. 

Sunday, 20 September 2015

Streamlining



เชื่อว่าคนส่วนมากเคยดูหนังเรื่อง 'แฟนฉัน' ส่วนตัวเราชอบหนังเรื่องนี้มาก ดูเกินสามครั้งเห็นจะได้ ท่อนที่ชอบที่สุดเห็นจะเป็นคำพูดของเจี๊ยบ 


'ยังเหมือนเดิมในความทรงจำของผมตลอดมา และจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป'


แน่นอนมันอาจไม่ใช่ความจริง
แต่คิดดูอีกทีว่าจะมีซักกี่คนที่สามารถก้าวผ่านความจริงมาถึงความทรงจำของเราได้


คนบางคน
ของบางชิ้น
เหตุการณ์บางตอน
สถานที่บางแห่ง
ความรู้สึกบางอย่าง


ไม่เคยเกิดขึ้นจริง มีแค่ความรู้สึกในความทรงจำ
แต่มันมีพลังเหลือเกิน 
มีอำนาจจะตราตรึงตัวเองอยู่ในใจของเรา


อาจเป็นเพราะไม่เคยคิดเป็นแบบอื่นนอกจากแบบนี้
อาจเป็นเพราะไม่เคยคิดจะลืม
อาจเป็นเพราะไม่เคยคิดอยากจะลบออกไป
และอาจเพราะไม่เคยคิดทดแทนด้วยสิ่งอื่นใด


มันจึงอยู่แบบนั้น ในที่ตรงนั้น
ถึงจะเลือนลางแต่แน่ใจว่าจะไม่จางหาย


เพราะมีค่าต่อทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
และการที่เธอไม่ปล่อยมันไปคงมีเหตุผลบางอย่าง
ฉันเชื่อว่ามีแต่เธอที่เข้าใจ มีแต่เธอที่รู้สึกเข้าใจ


เขาอาจจะเคยเป็นแบบนั้นแค่เสี้ยววินาทีของความจริง
แต่สำหรับเธอ เขาเป็นแบบนั้นตลอดมา 
และคงเป็นแบบนั้นตลอดไป


ในชีวิตคนเราน่าจะมีคนๆนั้นคนหนึ่งในทั้งหมดนั้น
คนในภาพถ่ายที่ไม่เคยมีเก็บไว้แต่จำได้ติดตา

คนๆนั้นเปรียบเสมือนฤดูหนาวของกรุงเทพฯ


เขาผ่านมาและผ่านไป
ไม่รู้ว่าวันไหนจะกลับมาอีก
เป็นสิ่งชั่วคราวซึ่งวกวนมาแวะเวียน
เพราะฉะนั้นเธอจึงเขียน แม้ด้วยหมึกที่จาง


แด่เธอผู้ยึดติดกับอดีต
แด่คมมีดมนของกาลเวลา
แด่ความทรงจำซึ่งขยันย้อนกลับมา
แต่ทว่า ไม่เคย คิดกลับไป


แด่บางช่วงของเวลาที่ผ่านไป
แด่หัวใจที่บางครั้งยังหวนกลับ
แด่ความรู้สึก ความทรงจำ และความลับ
แด่สิ่งที่จะไม่กลับย้อนคืนมา


แต่สิ่งที่เธอนั้นอาจไม่รู้
ความเป็นอยู่ของเขาอาจไม่ผัน
แท้จริงแล้วความรู้สึกอาจเหมือนกัน


เขาคนนั้นอาจไม่เคยคิดจะลืม. 






มีอีกเรื่องที่อยากจะเขียนถึง
มันเกี่ยวกับความฝัน
และการ wonder ซึ่งยังคงวนเวียน

จากตอนแรกที่แค่ wandering ตามทางเรื่อยเปื่อย
ไม่ได้คิดว่าจะมีอะไรเข้ามา ตอนนี้กลายเป็นว่า wondering 

คือคิด
เริ่มมีคำว่า 'ถ้าหาก'
คือสงสัยมากขึ้น
ว่าถ้าสมมติ แค่สมมตินะ ว่าวันนั้นทำแบบนี้ แล้ววันนี้จะเป็นแบบไหน ถ้าพรุ่งนี้เลือกทำอย่างนั้น วันมะรืนจะต่างไปยังไง


เราฝันน้อย และน้อยครั้งที่อยากจะฝัน
(ฝันในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่อยากทำในอนาคต แต่เป็นความฝันแบบฝันตอนนอนจริงๆ)
บางฝันก็คิดว่าไม่ควรฝันถึงเลย เพราะเหมือนมีทางเลือก มีตัวเลือกเข้ามา มีบางอย่างที่กระตุ้นความคิดที่ว่า 'เฮ้ย ถ้าวันนั้นทำงี้ล่ะ'


รู้สึกยาก


จริงๆไม่ค่อยชอบที่จะมานั่ง wonder ว่า what if I... 
เพราะเชื่อในความคิดที่ว่าคนเราควรแบกรับผลลัพธ์และผลกระทบของทางที่เลือกเดินไว้ ส่วนตัวคิดว่ามันไม่ค่อยมีทางเลือกอื่นเสียเท่าไหร่

แต่ก็นะ
เป็นใคร ก็คงคิด

ถ้าวันนั้นฉันเปิดใจ
ถ้าเมื่อวานฉันตัดสินใจแบบนั้นไป
ถ้า
ถ้า
ถ้า
และถ้า


แม้กระทั่ง ถ้าวันนั้น ไม่ได้บอกรักไป. 


เรื่องของหัวใจน่ะยาก ทั้งเชิงวิทยาศาสตร์และปรัชญา
ซับซ้อนเหลือเกินว่าตกลงมีความรู้สึกมาจากไหน จากใจ หรือจากสมอง


เป็นเอามาก. 


คือในเชิงที่แบบ
เราพัง
คิดว่าพังมาก 

ปกติซ่อมเอง ซ่อมตัวเองด้วยตัวเอง
ฟังดูประหลาดแต่ทำได้ ทำบ่อย แต่ครั้งนี้เหมือนซ่อมยาก หาจุดไม่เจอละว่าตรงไหนอีกที่พัง
มีคนแนะนำให้หาใครมาช่วยซ่อม


(กลัวเขาพังระหว่างพยายามที่จะซ่อมเรา)


แต่ก็เชื่อว่าทุกอย่างไม่ลองก็คงไม่รู้
เหมือนกับที่เพื่อนคนนึงกล่าวไว้ว่า 'ถ้าไม่ลองเปิดใจ จะรู้ได้ไงว่าทำได้รึเปล่า'


นั่นสินะ



ถ้าไม่ลองเปิดใจ
จะรู้ได้อย่างไรว่ามีคนสามารถซ่อมเราได้รึเปล่า


Monday, 14 September 2015

Learning to breathe



You came into contact with water
So fluid, so liquid, always changing shape

Like the present
Like the future
And perhaps distorted past

We live in a weird pattern
Constantly evolving
Trying hard to get away from sadness

Just to find ourselves
Ending up in grief
Of never achieving happiness. 



Therefore,
It's okay to drown in confusion. 



As long as you learn how to breathe
Under this suffocating water. 




*




จริงๆการเขียนนี้คือการบ่นกับตัวเอง
เพราะเราไม่ได้มีใครคนหนึ่งให้พูดระบายได้ทุกเรื่องทุกเวลาทุกสถานการณ์

พูดถึงใครคนนั้นแล้วก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าชีวิตนี้เคยเจอคนที่เข้าใจในภาษาของเรากี่คนแล้ว ภาษาที่ว่าไม่ใช่ภาษาไทยหรืออังกฤษอะไรแบบนั้น



แต่เป็นภาษาส่วนตัว
ไม่ถึงกับภาษาทางใจ เพราะไม่รู้ว่าจริงๆแล้วใจรับรู้อะไรบ้างหรือเปล่า



ภาษาทางความรู้สึก




หลายคนอาจจะบอกว่ามันคือหัวใจที่รู้สึก
บางคนบอกว่ามันคือสมองที่สั่งงานให้รู้สึก
เราเป็นคนส่วนที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ แต่สำหรับเรามันไม่สำคัญว่าคือส่วนไหนที่ทำให้เกิด 'ความรู้สึก'
เพราะจริงๆแล้วผลลัพธ์ต่างหากที่สำคัญ




'คุณรู้สึกอะไรอยู่' ต่างหากที่สำคัญ. 




เป็นคนชอบใส่ฟูลสต๊อปกับประโยค 
(ชอบเครื่องหมายคำถาม มันมีฟูลสต๊อปนะสังเกตุดีๆ)
จริงๆภาษาไทยอาจไม่จำเป็นต้องใช้
ส่วนหนึ่งเราติดมาจากภาษาอังกฤษ แต่อีกส่วนที่ใหญ่กว่าคือเวลาใส่จุดสีดำเล็กๆนี่แล้วรู้สึกมีความเงียบต่อคิวเข้ามาเติมเต็มบรรยากาศ

เราส่วนมากอาจใช้ชีวิตไปกับไม้ยมกและอัศเจรีย์
ต้องตื่นตัวอยู่กับวันเวลาและเหตุการณ์ซ้ำๆตลอด



แต่อยากจะใช้ชีวิตช้าๆ
บอกใจที่ตึงให้หย่อนลงบ้าง
มันพักบ้างก็ดี
ได้หายใจอยากสุดปอดบ้างก็ดี



บ่อยครั้งที่เหมือนลอยเคว้งอยู่ในอวกาศ
มันมีดาว มีอุกบาต มีดาวเคราะห์ มีดวงจันทร์
ที่ขาดอาจจะเป็นดวงอาทิตย์ ไกลเกินจะมองเห็น
เพราะสายตาไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นกล้องส่องทางไกล หรือกล้องจุลทรรศน์
เพราะเราสามารถเห็นแค่ในสิ่งที่อยู่ภายในขอบเขต



มันไม่ผิดที่ไม่รู้



จะปิดตาบ้างก็ได้
มองไม่เห็นบ้างก็ได้
บางครั้งจะปฏิเสธแสงสว่างบ้างก็ได้
ถ้าหากแสงนั้นจ้าเกินไปสำหรับดวงตา
ถ้าหากแสงที่เข้ามาทำให้นัยน์ตาไม่สบาย



หลับตาสิ



หลับตาให้กับดวงดาวในความคิด
หลับตาให้กับดวงจันทร์ในความทรงจำ



แม้ทุกอย่างจะไม่สว่างไสวเท่าในความเป็นจริง
แต่เราสามารถปรับแสงได้ตามใจชอบ
จะอ่อน จะเข้ม จะสีสด จะสีพาสเทล
ตามที่ใจต้องการ เพราะสิ่งนั้นอยู่ในจินตนาการ





1






2






3





นับถึงสามแล้วลองเปิดตาช้าๆ
กระพริบตาเพื่อปรับแสง




เห็นเหมือนกันมั้ย





การมองชีวิตอาจเป็นเหมือนโปรแกรม photoshop

มันมี layer ซ้อนกันเยอะ มี tools ใช้ตกแต่งอยู่

จะปรับความเข้มคมชัดของสิ่งไหนก็ได้
หรือจะเลือกปิดบาง layer ก็ยังได้ด้วยซ้ำ



ถ้าตอนนี้ท้องฟ้าในความทรงจำซ้อนทับความเป็นจริง
ถ้าดวงดาวในจินตนาการถูก merge กับดวงอาทิตย์




เราจะยังเห็นทุกอย่างเหมือนเดิมมั้ย ไม่รู้
แต่ที่แน่ๆคิดว่าความรู้สึกจะเปลี่ยนไป


เพราะยังไงความทรงจำก็เป็นหนึ่งในความรู้สึกอยู่ดี





- underwater, in the flowers, and beyond


Thursday, 10 September 2015

Into the water



สวัสดีสายฝน.



วันนี้ฝนตก เมื่อวานก็ตก สัปดาห์นี้ตกหนักกว่าสัปดาห์ที่แล้ว ความร้อนของไอแดดถูกแทนที่ด้วยละอองน้ำ



เราว่ามันเย็น
ทั้งเย็นกายและเย็นใจ



เป็นคนถูกกับอากาศเย็นและความเงียบ
เป็นคนที่ชอบฝนแต่ไม่ถูกกับโคลน
ชอบอากาศหนาวและหิมะ ชอบแดดอ่อนๆที่ไม่ค่อยได้เจอในประเทศบ้านเกิด



ก็เป็นซะแบบนี้ถึงชอบเดินทาง



ครูที่โรงเรียนจะเป่านกหวีดทุกครั้งเวลาว่ายน้ำอยู่แล้วฟ้าเริ่มครึ้มฝน เพราะเครื่องจะจับได้ถึงโอกาสมีฟ้าผ่า ถ้าอยู่ในน้ำอาจจะเกรียมได้. เข้าใจ. 


แต่การว่ายน้ำในฝนปรอยๆตอนเย็นวันพฤหัสบดีไม่ได้แย่นะ เราว่ามันดี

เป็นการเปียกฝนที่เหมือนไม่เปียกเพราะตัวเปียกน้ำคลอรีนอยู่แล้ว



อาจจะคล้ายๆเวลาร้องไห้กลางฝนแบบไม่มีร่มในมิวสิควิดีโอ. 




การยืนเฉยๆให้สายลมพัดผ่านตัวเราก็ถือเป็นเรื่องดีอีกอย่าง
ลมเย็นซึ่งมาพร้อมกับฝนกระหน่ำ 
บางทียืนอยู่บนที่ต่ำอาจไม่รู้ จึงต้องปีนขึ้นไปข้างบน
บางทีก็มีบันได แต่บางครั้งก็ต้องใช้แขนขาพยุงตัว


ถึงอย่างนั้นมันคุ้มเกินกว่าคุ้ม
ใครว่ายิ่งสูงยิ่งหนาว เราว่าสำหรับกรุงเทพคือยิ่งสูงยิ่งเด็ด อากาศถ่ายเท ไม่อุดอู้ 



ถือว่าดี.



ยืนอยู่บนสถานีรถไฟฟ้าหมอชิตอันคุ้นเคย ขึ้นมาตั้งแต่รถไฟฟ้าบีทีเอสให้บริการใหม่ๆจนถึงตอนนี้กี่ปีแล้วก็ไม่เคยมีโอกาสนับเสียที
ฝนที่คล้ายกับพายุสาดกระทบพื้นคอนกรีตดับความคร้อนได้อย่างชะงัก ความเย็นฉ่ำชื่นเข้ามาแทนที่


เสียงจากหูฟังไม่ได้ตั้งใจจะสู้กับเสียงฝนแต่อย่างใด
เราว่าเพลงในมือถือเป็นมิตรภาพที่ดีของหยาดน้ำ จำไม่ได้ว่าฟังเพลงอะไรไปบ้างแต่ก็เร่งเสียงจนเกินขีดตรงกลางของแอพพลิเคชั่นมิวสิคบนไอโฟน


จนหยดน้ำบนราวจับได้ยิน. 

จำได้ว่าชอบเสียงกีตาร์ เปียโน กลอง และคนร้อง ดูจะค่อนข้างสนิทกับฟ้าฝน เหมือนการร้องให้ท้องฟ้า เมฆครึ้ม ร้องให้กับถนนอันเปียกปอนและตัวเราที่ยืนเหม่อ



หมายเหตุ: ร้องให้ ต่างกันกับ ร้องไห้นะ. 



คิดว่าไม่ได้ใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์แต่อย่างใด
เราว่าน่าจะเรียกเป็นชีวิตมึนๆมากกว่า



จริงๆคือชอบเหม่อ
มองอะไรก็ชอบจ้องนานๆ
แต่ไม่ได้จ้องอย่างมีโฟกัส
มองแล้วก็มองไปงั้น 
บางครั้งมันก็เปลี่ยนเป็นจอขาวๆ

บางทีฟังเพลงแล้วเห็นฉากวีดีโอฟุตเทจ
เพลงบางทำนองทำให้นึกถึงดอกไม้บาน
บางเพลงทำให้เห็นคลื่นซัดเข้าฝั่ง
แต่ฝนในวันนี้จะทำให้เพลงที่ฟังอยู่มีฉากหลังของหยาดน้ำเกาะบานกระจกหน้าต่าง


ทำให้นึกถึงบางเหตุการณ์ที่เคยเกิด
นึกถึงบางคนที่เคยร่วมเดินทาง
บางครั้งนึกถึงการเชื่อมต่อระหว่างเรา


และตอนนี้กำลังคิดถึงความเงียบของตัวเอง. 


อ่า...



น่าจะเป็นเพลง fix you ของ coldplay



ดนตรีเหมือนจะเข้าใจว่าเรากำลัง stuck on reverse ท่ามกลางสายฝนซึ่ง stuck on repeat. 

แต่สัญญากับตัวเองนะ
ถึงจะไม่ชอบคำว่าสัญญาก็ตาม
สัญญาว่าจะ try to fix you




อดทนอีกหน่อยนะตัวฉัน
วันนี้อีกไม่นานก็ผ่านไป. 






- underwater, in the flowers, and beyond


Sunday, 6 September 2015

Touching the surface





เคยคิดว่าทำไมฤดูกาลต้องมีชื่อเรียก





ฤดูหนาว อาจจะฝนตกและแดดร้อนบ้างบางวัน
ฤดูร้อน อาจจะมีพายุเข้าและลมเย็นบ้างบางครั้ง
ฤดูฝน อาจจะไม่ได้มีน้ำหยดลงจากก้อนเมฆ


ถ้าในฤดูใบไม้ผลิมีใบไม้ร่วง
และในฤดูใบไม้ร่วงมีดอกไม้บาน


เราจะเรียกเหตุการณ์แบบนั้นว่าอะไรดี


ฟากนึงของก้านเดียวกันอาจจะมีทั้งกลีบดอกไม้สีสวยซึ่งกำลังผลิบาน ส่วนอีกฟากอาจเป็นใบไม้แม้ยังเขียวแต่ก็ถึงกาลต้องร่วงโรยตามแรงลม

ในทุ่งอาจมีทั้งต้นไม้ที่เหลือแต่ก้านแห้งสีน้ำตาลเข้มและดอกหญ้าปลิวไสวอย่างสดใสในคราวเดียวกัน

เพราะมันไม่จำเป็นที่สิ่งหนึ่งต้องเกิดขึ้นโดยรอให้อีกสิ่งหยุดนิ่งสนิทหรือหายลับไป



เอาเข้าจริงๆอาจเหมือนชีวิตของคน เราอาจมีหลายสิ่งหลายอย่างหลายรูปแบบเกิดขึ้นพร้อมๆกันในวันๆหนึ่ง ในอาทิตย์ๆหนึ่ง ในเดือนๆหนึ่ง ในปีๆหนึ่ง ในชีวิตหนึ่ง เราไม่สามารถเลือกได้ร้อยเปอร์เซนต์ว่าเราจะกลั่นกรองอะไรเข้ามาบ้าง


แต่เราสามารถคิดละเว้นมันให้ออกห่างจากใจได้
แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี



คิดว่าคล้ายกับความเหงา



ความสัมพันธ์และความรู้สึกช่างซับซ้อน และบ่อยครั้งที่มันพันกันยุ่งเหยิงจนไม่คิดจะแกะออกมาทำความเข้าใจในปมนั้น


บางทีก็เหงา
บางครั้งก็อยากมีใคร
แต่บ่อยครั้งไปที่รู้สึกชอบความสันโดษ


หรือชอบเพราะตอนที่ชอบไม่ได้คิดว่าความสันโดษจะไปเท่ากับความเหงาก็ไม่แน่ใจ

เพียงแต่รู้สึกว่าความเหงาและการที่เราอยากอยู่คนเดียวนั้นเกิดขึ้นพร้อมกันได้ เพราะสิ่งนี้เช่นกันที่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นทีละอย่าง

ณ เวลาดึกของวันนี้เราคงเหงา
เหงากับการที่ไม่มีใครคุยด้วย
เหงาที่กำลังเผชิญกับความโสด
เหงาที่ไม่มีใครให้ปรับทุกข์

แต่ในอีกด้านหนึ่งของดวงจันทร์นั้น
เรากำลังชอบความเหงานี้
อย่างน้อยความเหงาก็ไม่ไปไหน
และมันทำให้เรารู้จักตัวเองดีขึ้น





อย่างน้อยความเหงาก็ทำให้เราได้คุยกับตัวเอง






- underwater, in the flowers, and beyond

Between the air



เคยคิดว่าถ้าสมมติโลกเป็นเพียงแค่การสมมติ
ถ้าสมมติโลกเป็นเพียงแค่การสมมติซึ่งเกิดจากการคาดการณ์คร่าวๆของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ถ้าสมมติการมีตัวตนที่เราคิดว่ามันพิสูจน์ได้ มีอยู่จริงแค่เพราะเป็นเราที่พิสูจน์มัน


และถ้าสมมติว่าหากปราศจากประสาทสัมผัสทั้งห้า
เราทั้งหมดรวมถึงโลกใบนี้ไม่เคยมีอยู่จริง


เราอาจจะเป็นคนนึงที่มีโลกหลายใบ หรืออาจจะเรียกว่าโลกหลายมุม สุนทรีย์ไปกับการใช้ชีวิตในหลายๆตัวตนที่สร้างขึ้นมา รวมไปถึงตัวตนดั้งเดิม

สิ่งที่คิดว่าร่างที่หนึ่งจะทำไม่ได้ ร่างที่สองอาจจะสามารถทำได้ หรือร่างที่สามอาจจะทำไปแล้ว ความคิดความอ่านที่มีทั้งหมดจากร่างออริจินอลไม่สามารถถูกถ่ายเทออกมาได้ทั้งหมดภายในคนๆเดียว เรารู้สึกแบบนั้น เรารู้สึกว่าถ้ามันถูกปล่อยออกมาในบริเวณเดียวแล้วล่ะก็ ต้องมีปัญหาแน่ๆ


คล้ายๆกับการสร้าง account ในทวิตเตอร์เยอะๆ


แต่มันมีข้อเสียตรงที่บางครั้งหาตัวเองไม่เจอ สรุปแล้วเราคือคนไหนกันแน่ สุดท้ายอะไรคือสิ่งที่ต้องการจะ express ออกมา สิ่งที่รู้สึกนึกคิดคือแบบไหน


เหมือนอยู่ในหลุมดำ



เวิ้งว้าง



ดูดซึม



ล่องลอย





เราอาจจะเรียนรู้แล้วว่าการขโมยเวลาจากร่างใดร่างหนึ่งสู่อีกร่างนึงซึ่งอยู่กันคนละโลกนั้นเป็นไปไม่ได้
เราอาจจะเริ่มเข้าใจว่าการมีชีวิตอยู่แท้ที่จริงแล้วไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าปัจจุบันและตัวตนซึ่งไร้พันธะ


ใช่ พูดง่าย แต่ทำยาก


ปัจจุบันคือสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ แต่ถ้าไม่มีอดีต ปัจจุบันก็จะไม่เกิด และถ้าไม่มีอนาคต จะทำปัจจุบันไปเพื่ออะไร


มันเหมือนเป็นอะไรที่เข้าใจแต่ทำไม่ได้


จริงที่การโฟกัสเฉพาะปัจจุบันทำให้มีความสุข แต่ถ้าคิดในอีกแง่มุมว่าความสุขกลับอยู่ในอดีต หรือบางคนฝากความสุขไว้ล่วงหน้ากับอนาคต


ถ้าเป็นแบบนั้น จะทำอย่างไร
ไม่หรอกเราไม่มีคำตอบว่าควรจะทำยังไง มันเป็นเหตุการณ์เฉพาะของแต่ละคน ชีวิตคนเราไม่ได้มีคำตอบแค่หนึ่งหรือสอง มันมากกว่านั้นเยอะมาก มากชนิดที่ว่าสูตรการหา probability คงไม่สามารถหาได้


ถ้าเรายึดติดกับอดีต ต้องดูว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เพราะอดีตคือความเจ็บปวด เพราะอดีตมีความทุกข์ หรือเพราะอดีตคือสิ่งเดียวของความสุข


ถ้าในอดีตเราสุข มันจะเจ็บเสียยิ่งกว่าเมื่อต้องจาก
ความสุขนั้นมาสู่ปัจจุบัน ยิ่งถ้าปัจจุบันไม่มีตัวแทนของความสุขแล้ว สิ่งเดียวที่สามารถเหนี่ยวรั้งชีวิตให้เป็นไปในแต่ละวันได้ก็คงมีเพียงแค่อดีตเท่านั้น


ถ้าในปัจจุบันมีสุข นับเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในสามกรณี 
ความสุขในปัจจุบันสามารถเข้าถึงได้ง่ายที่สุด มันเปิดรับรอเราตลอดเวลาและไม่มีเงื่อนไขว่ากลับไปไม่ได้หรือยังมาไม่ถึง เพราะมันคือสิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้ ณ เวลานี้ ณ ที่ตรงนี้ และยังไม่ผ่านไป


แต่หากเราฝากความสุขไว้ที่อนาคต ดูจะเป็นอะไรที่ยากที่สุดและไม่แน่นอนเอาเสียเลย แน่นอนว่าปัจจุบันอาจต้องยอมทุกข์เพื่อสุขในอนาคตอย่างสุภาษิตว่าเอาไว้คืออดเปรี้ยวไว้กินหวาน แต่ถ้าความหวานไม่เคยมาถึง ถ้าพรุ่งนี้ วันมะรืน อาทิตย์หน้า เดือนหน้า ปีหน้า ไม่เคยมาถึง ถ้าอนาคตไม่เคยมีจริง ถ้าอีกหนึ่งวินาทีเราจะสิ้นลมหายใจอย่างฉับพลัน 


ใครกันเล่าจะสามารถเอื้อมไปถึงความสุขนั้น
ความสุขในอนาคตที่อาจไม่มีจริง

ใครกันจะสามารถเตือนเราได้ว่าความสุขจะหายไปโดยที่ไม่เคยเจอกัน


ชีวิตจริงไม่ได้ unpredictable ขนาดนั้น แน่นอนเราส่วนมากอาจไม่ได้สิ้นลมหายใจพรุ่งนี้หรืออีกหนึ่งวินาทีข้างหน้า แต่ความสุขล้วนเป็นจุดมุ่งหมายของทุกคน ในยามเป่าเค้กอธิษฐานขอพรสิ่งที่เรามักจะขอให้ผู้อื่นและตนเองก็คือความสุข 



จริงๆแล้วความสุขคืออะไร



เราไม่รู้ เพราะเราเป็นคนนึงที่อวยพรว่าขอให้มีชีวิตที่ดี
แม้เราก็ไม่รู้เช่นกันว่า'ที่ดี'ของแต่ละคนสื่อถึงอะไร


มีคน(คนจริงๆที่ไม่อยากจะเอ่ยนามและสถานะ)บอกไว้ว่า การจะต้องก้าวผ่านความทรงจำดีๆ สู่ปัจจุบัน โดยที่คำนึงถึงอนาคตไม่ใช่เรื่องง่าย มันดูจะต้องใช้ความพยายาม หรืออะไรซักอย่างที่เกี่ยวข้องกับความแข็งแรงทั้งในด้านของจิตใจและร่างกาย

บ้างที่บอกว่าอยากจะลืมอดีตเพื่อจะสามารถก้าวไปใช้ชีวิตในปัจจุบันและข้ามผ่านไปที่อนาคต

เราคิดว่าไม่ต้องลืมก็ได้ จำบ้างก็ได้ เก็บบ้างก็ได้
เก็บบางส่วนหรือจะเก็บทั้งหมดก็ได้
จำบางสิ่งหรือจะทิ้งบางอย่างบ้างก็ได้
แต่อยากจะสามารถทำไปพร้อมๆกันได้


อยากจะจดจำอดีตไปพร้อมกับใช้ชีวิตปัจจุบันโดยที่ยังมีเค้าลางของอนาคตได้ 



แบบนั้นก็คงดี



อาจทำให้เห็นความแข็งแรงของจิตใจในอีกขั้นหนึ่ง เหมือนการผลักดันว่ายังไงก็ต้องก้าวข้ามผ่าน ต้องเข้มแข็งเท่านั้นเพราะนั่นเป็นสิ่งเดียวที่เหลืออยู่

ถ้าวันหนึ่งหันไปเหมือนไม่เจอใคร คิดว่ายังไงก็ยังมีตัวเอง ตัวเองที่รู้จักดีที่สุด ตัวเองที่น้อยครั้งจะทรยศซึ่งกันและกัน ตัวเองที่บอกกับตนเองว่าให้ทนอีกนิด อาจจะล้า พักบ้าง แต่เมื่อถึงเวลาก็ต้องก้าวเดินต่อ


เพื่อนคนนึงบอกเคยพูดกับเราว่า strength comes 
from about two sources

1. You have a strong background
เราคิดว่ามันหมายถึงการมีพื้นหลังที่ค่อนข้างขรุขระ ถนนไม่เรียบไม่ปูด้วยพรมแดงโรยกลีบกุหลาบ อาจจะหมายถึงปัญหาครอบครัวหรืออื่นๆอีกหลายปัจจัย

2. You have overcome hard situations
เพื่อนบอกว่าเราคือคนที่มาจากข้อนี้ ในชีวิตมันอาจจะมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้เราต้องเข้มแข็ง เมื่อการเข้มแข็งเป็นทางเลือกเดียวและทางเลือกสุดท้าย อาจจะมาจากการโดนเกลียดชัง การโดนปฏิเสธซ้ำๆ แต่ถึงจุดๆหนึ่งเราจะค้นพบว่ายังไงก็ตาม ชีวิตมันจะต้องกดปุ่ม play ไปเรื่อยๆ



อาจจะ pause ได้ 
แต่ stop ไม่ได้
และ rewind, forward, skip จะไม่เกิดขึ้น





- underwater, in the flowers, and beyond


Diving board



เราเป็นแค่คนๆหนึ่ง
ตัวอักษรของเราอาจเป็นแค่หนังสือเล่มหนึ่ง
คำพูดของเรากลายเป็นประโยคหนึ่ง
ที่อาจจะมีผลกระทบบางอย่าง
กับใครหรืออะไรจำนวนหนึ่ง



หรืออาจไม่ได้มีความหมายอะไรกับใครก็ได้



คิดว่าการเพ้นท์ เขียน เต้น เล่นดนตรี และอะไรอีกมากมายมีความคล้ายคลึง 
เป็นการให้อิสระกับจิตใจแม้เพียงชั่วครู่
เหมือนกับว่าเราได้หลุดออกไปในอีกห้วงของกาลเวลา



แค่ปล่อยใจให้เป็นไป 



ให้ตัวหนังสือ ให้สิ่งที่ทำ
ได้มีโอกาสเป็น 'โคลนนิ่ง' ของความรู้สึก
บางครั้งก็พบว่ามันยาก สิ่งเหล่านั้นยาก
บางทีก็เหมือนทางตัน คงไม่ได้ดีเฉพาะทาง


แต่หลายต่อหลายครั้งที่คิดว่าอยากถ่ายทอดความรู้สึกนี้ อารมณ์นี้ แนวคิดแบบนี้ ให้เป็นอีกทางเลือกของการมองอะไรรอบๆตัว


แน่นอนมันไม่ได้มีคำตอบเดียว ทุกคำถามเป็นเช่นนั้น อย่างน้อยก็ส่วนมาก
ความคิดของเราอาจเป็นทางเลือกที่ดีของใครบางคน และอาจไม่เหมาะเป็นทางเลือกของใครอีกคนในเวลาเดียวกันเลยก็ได้



Most of the time it isn't either one or another
Most of the time it's simultaneous. 



ทั้งนี้ทั้งนั้น ขอให้อ่านอย่างช้าๆ
อ่านแบบมีลมแทรกกลางระหว่างตัวอักษร
อ่านราวกับว่ามีเงาของใบไม้บังบางคำ
อ่านเหมือนกับว่าดอกไม้กำลังบานอยู่ใต้มหาสมุทรสีฟ้าครามเขียว







แค่คิดว่าคงดีถ้ามีคนที่อ่านแล้วลองคิดตาม.






- underwater, in fhe flowers and beyond